วันอาทิตย์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2557

10 เรื่องน่าสนใจเกี่ยวกับเทคโนโลยีที่อยู่ใกล้ตัวคุณ

             ในปัจจุบันเทคโนโลยีเป็นสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวมากกว่าที่เราคิด อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อันทันสมัยก็เริ่มกลายเป็นของใช้จำเป็นสำหรับชีวิต ประจำวันเข้าไปทุกที ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์มือถือ นาฬิกา หูฟัง หรือแม้กระทั่งกล้องถ่ายรูป เชื่อว่าอุปกรณ์แทบทุกชิ้นที่ยกตัวอย่างมา ทุกคนที่กำลังอ่านอยู่น่าจะมีใช้งานกัน "อย่างน้อย" คนละหนึ่งชิ้นอย่างแน่นอน ดังนั้น วันนี้เราจะมาสำรวจเทคโนโลยีใกล้ตัวของเราไปพร้อม ๆ กัน เพราะอุปกรณ์ใกล้ตัวเรานี่แหละ สามารถทำอะไรได้มากกว่าที่เราคิด
1. Smartphone อวัยวะลำดับที่ 33 ของทุกคน
           คนแทบทุกเพศทุกวัย ทุกสาขาอาชีพน่าจะต้องมีโทรศัพท์มือถือเป็นของใช้ประจำกายกันแทบทุกคน แต่รู้หรือเปล่าว่าสมาร์ทโฟนในยุคนี้ทำอะไรได้มากกว่าที่เราคิด ปัจจุบันเราสามารถพูดคุยกับมือถือของเรา สั่งงานด้วยเสียงได้โดยที่ไม่ต้องกดปุ่ม สมาร์ทโฟนใหม่ ๆ แทบทุกรุ่นมี GPS ติดตั้งในตัว เราสามารถใช้เป็นเครื่องมือนำทางได้ ล่าสุดมีการประยุกต์ใช้สมาร์ทโฟนให้กลายเป็นเครื่องมือนำทางของคนตาบอด โดยใช้ความสามารถของการสั่งงานด้วยเสียงและการระบุตำแหน่งด้วยระบบ GPS ไม่แน่ว่าในอนาคตอันใกล้ เมื่อเราอยากจะตัดสินใจอะไร เราอาจจะต้องหันมาพูดคุยปรึกษากับอวัยวะลำดับที่ 33 นี้ก็เป็นได้นะ

2. Bluetooth Headset เทคโนโลยีที่ซ่อนอยู่ข้างใบหู
           รู้หรือเปล่าว่าหูฟังชิ้นเล็ก ๆ นี้มีเทคโนโลยีมากมายที่ได้ถูกบรรจุเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีในการตัดเสียงรบกวนรอบข้างที่จะช่วยให้การสนทนาของเรา เป็นไปอย่างราบรื่น ซึ่งมีเทคโนโลยีหลายรูปแบบที่ถูกออกแบบมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ เช่น การใช้ไมค์รับเสียงแบบพิเศษที่สามารถตรวจสอบคลื่นรบกวน เสียงลม เสียงรอบข้างที่ไม่ใช่เสียงพูดได้ หรือการใช้เซ็นเซอร์ในการตรวจจับการขยับของกล้ามเนื้อเพื่อใช้เป็นข้อมูล ประกอบการตัดสินใจในการตัดเสียงรบกวน นอกจากนี้หูฟังบลูทูธอย่าง Jawbone ยังสามารถลงแอพพลิเคชั่นเพื่อเพิ่มความสามารถ เพิ่มฟังก์ชั่นการทำงานได้อีกด้วย

3. Headphone นวัตกรรมเพื่อความบันเทิง
           รู้หรือเปล่าว่าเสียงคุณภาพดีที่ได้จากหูฟังแต่ละประเภทมีเทคโนโลยีระดับสูง ซ่อนอยู่มากมาย การออกแบบหูฟังตัวใหญ่ ๆ กับการออกแบบหูฟังแบบ In-Ear ก็จะใช้เทคโนโลยีที่แตกต่างกัน พื้นฐานของการออกแบบหูฟัง ก็คือการพยายามย่อขนาดส่วนประกอบต่าง ๆ ของลำโพงมาบรรจุไว้ในหูฟัง โดยรักษาระดับคุณภาพของเสียงไว้ให้ได้มากที่สุด ฉะนั้นหูฟังจึงมีหลายระดับราคา ในหูฟังราคาระดับหมื่นบาทนั้นภายในจะประกอบด้วยวงจรตัวขับที่ออกแบบอย่าง พิถีพิถัน เพื่อให้ได้เสียงร้องที่ชัดเจน เสียงเบสที่หนักแน่น ลองฟังเพลงเดิมด้วยหูฟังดี ๆ สักตัวดูสิ แล้วจะรู้ว่าความแตกต่างของคุณภาพเสียงเป็นอย่างไร

4. Watch เมื่อนาฬิกาเป็นมากกว่าเครื่องบอกเวลา
           ถามว่านาฬิกาเรือนนี้ "ทำอะไรได้บ้าง?" คงจะได้คำตอบมากมายเพราะนาฬิกาในยุคที่เทคโนโลยีก้าวกระโดดแบบนี้ เพราะมักมีฟังก์ชั่นการทำงานที่นอกเหนือจากความสามารถพื้นฐานอย่างใช้จับ เวลา หรือใช้บอกเวลาทั่วโลก นาฬิกาบางรุ่นสามารถเดินได้เองโดยไม่ต้องใช้ถ่านและยังคงความเที่ยงตรงไว้ ได้สมบูรณ์ 100% ซึ่งยากที่นาฬิกาแบบออโตเมติกรุ่นก่อน ๆ จะทำได้ หรือนาฬิกาที่ใช้เป็นโทรศัพท์ นาฬิกาที่ออกแบบมาเพื่อนักดำน้ำ นักปีนเขา หรือกิจกรรมเฉพาะด้าน ลองมองดูนาฬิกาที่เราสวมอยู่สิครับว่าทำอะไรได้บ้าง? มองดูแล้วอยากจะเปลี่ยนนาฬิกากันบ้างหรือยัง?

5. Tablet เมื่อความบันเทิงพกติดตัวไปได้ทุกที่
           ตั้งแต่แอปเปิลเปิดตัว iPad เราก็ได้เห็นพฤติกรรมและรูปแบบการใช้ชีวิตของคนในยุคดิจิตอลเปลี่ยนไปพอ สมควร และในตอนนี้ก็มีแท็บเล็ตออกมามากมายหลายรุ่นให้เลือกใช้งาน แต่จะมีสักกี่คนที่สามารถใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ? รู้หรือไม่ว่าเราสามารถเข้าไปศึกษาหรือเข้าเรียนคอร์สต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัยชั้นนำในต่างประเทศแบบออนไลน์ได้ เราสามารถแก้ไขไฟล์เอกสารงานต่าง ๆ ได้ด้วยชุดแอพพลิเคชั่นออฟฟิศที่มีประสิทธิภาพโดยไม่ต้องพึ่งพาคอมพิวเตอร์ อีกต่อไป และถ้าเราเป็นผู้ที่ชื่นชอบความบันเทิงรูปแบบใหม่ ๆ เดี๋ยวนี้มีเกมบนแท็บเล็ตที่เราสามารถเล่นกับเพื่อน ๆ ที่ออนไลน์อยู่อีกฝั่งนึงของโลกได้แบบเรียลไทม์เลยทีเดียว

6. E-Reader เพื่อนคู่ใจหนอนหนังสือ
           หลายคนอาจจะไม่คุ้นเคยกับอุปกรณ์ E-Reader อย่าง Amazon Kindle หรือ Nook อุปกรณ์อ่านหนังสืออิเล็กทรอนิกส์คู่ใจหนอนหนังสือยุคไอที แต่ไม่ช้าก็เร็วเจ้า E-Reader จะเข้ามาแทนที่หนังสือเกือบ 100% อย่างแน่นอน รู้หรือเปล่าว่าเจ้าอุปกรณ์ชิ้นนี้ช่วยให้เราสามารถขนหนังสือเป็นพัน ๆ เล่มติดตัวไปได้โดยมีน้ำหนักไม่ถึงหนึ่งกิโลกรัม เทคโนโลยีที่ใช้ในการแสดงผลก็ให้รู้สึกในการอ่านที่ใกล้เคียงกับกระดาษอ่าน สบายตา และยังมีฟังก์ชั่นดี ๆ อย่างระบบ Note และ Bookmark ที่เราสามารถซิงค์ข้อมูลการอ่านของเราได้กับอุปกรณ์หลายตัว ทำให้สามารถอ่านหนังสือเล่มโปรดได้ทุกที่ทุกเวลาเลยล่ะ

7. Laptop เมื่อต้องพกคอมพิวเตอร์ติดตัวไปทุกที่
           ไม่ว่าเราจะทำงานในสาขาอาชีพอะไร เครื่องคอมพิวเตอร์ก็ดูจะเป็นสิ่งจำเป็นในการทำงานไปแล้ว และนับตั้งแต่วันที่แล็ปท็อปเครื่องแรกถือกำเนิดขึ้น ทำให้เราหอบหิ้วเครื่องคอมพิวเตอร์ไปได้ทุกที่ จนถึงวันนี้ก็มี Ultrabook ที่เป็นแล็ปท็อปดีไซน์บางเฉียบ มีน้ำหนักเบา พกพาสบายไม่เป็นภาระ แต่ยังคงไว้ซึ่งประสิทธิภาพระดับเดียวกับเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องใหญ่ ๆ หรือแล็ปท็อปเครื่องหนัก ๆ ที่น่าสนใจคือแล็ปท็อปรุ่นใหม่เดี๋ยวนี้มีระบบรักษาความปลอดภัยทั้งแบบสแกน นิ้วมือและแบบจดจำใบหน้า มีหน้าจอการแสดงผลที่ละเอียดและแสดงผลได้สวยงามไม่แพ้จอรุ่นใหญ่ ๆ ในอนาคตอันใกล้เราคงจะได้เห็นการรวมกันระหว่างแท็บเล็ตและแล็ปท็อปก็เป็นได้

8. Compact Camera กล้องขนาดเล็กคุณภาพเกินตัว
           กล้องคอมแพคถือเป็นกล้องที่ขายดีที่สุด เพราะมีขนาดเล็ก พกพาสะดวก ราคาไม่แพง เมื่อก่อนการใช้งานกล้องคอมแพคก็เพียงเพื่อเก็บภาพประทับใจโดยไม่ได้คาดหวัง กับคุณภาพของภาพสักเท่าไร แต่รู้หรือเปล่าว่าในปัจจุบันเทคโนโลยีที่อยู่ในกล้องตัวเล็ก ๆ นี้ก้าวหน้าไปมาก กล้องคอมแพคสามารถโฟกัสใบหน้าคนได้อัตโนมัติ สามารถจดจำใบหน้าของคนที่เรารู้จัก และยังสามารถบันทึกพิกัดของสถานที่ที่เราเก็บภาพได้ด้วยระบบ GPS แถมยังสามารถส่งข้อมูลผ่าน WiFi เพื่อโอนหรือแชร์ภาพถ่ายได้ทันที และนวัตกรรมใหม่ที่เรียกว่า Mirrorless ซึ่งเป็นกล้องตัวเล็กที่สามารถเปลี่ยนเลนส์ได้ ก็ช่วยให้เราได้ภาพในระดับมืออาชีพเลยทีเดียว

9. GPS เพื่อนคู่ใจในการเดินทาง
           ไลฟ์สไตล์ของคนที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวชอบการเดินทาง อุปกรณ์นำทางอย่าง GPS Navigator ก็คงจะเป็นอุปกรณ์คู่ใจที่ช่วยให้การเดินทางมีสีสันมากยิ่งขึ้น บางคนอาจจะใช้เพียงฟังก์ชั่นพื้นฐานเท่านั้น แต่รู้หรือเปล่าว่าอุปกรณ์ GPS ในสมัยนี้มีราคาที่ถูกลงมาก แถมมีฟังก์ชั่นการใช้งานที่เพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นจุด POI ที่ครอบคลุมมากขึ้น ระบบการจับสัญญาณดาวเทียมเพื่อคำนวณพิกัดที่ดียิ่งขึ้น ลูกเล่นในการบอกเส้นทาง เช่น การแสดงภาพทางร่วมทางแยกต่าง ๆ เป็นรูปภาพพร้อมแสดงช่องจราจรให้เสร็จสรรพ ป้องกันการเข้าเลนผิดช่องในเมืองใหญ่ ๆ ที่ถนนพันกันเป็นเส้นก๋วยเตี๋ยวได้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีลูกเล่นของการพูดบอกเส้นทางเป็นภาษาต่าง ๆ ทั้งไทยและเทศ ไทยเหนือ ไทยอีสาน เสียงผู้ชาย เสียงผู้หญิง และลูกเล่นอีกมากมายที่จะช่วยให้การเดินทางเป็นเรื่องน่าสนุกมากยิ่งขึ้น

10. Handheld Game Console พกความสนุกไปทุกที่
           ในยุคดิจิตอลที่เกมและความบันเทิงเป็นของคู่กัน เครื่องเกมแบบพกพา จึงเป็นสิ่งที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย เครื่องเล่นเกมแบบพกพาอย่าง Nintendo DS, 3DS และ Sony PSP, Vita เป็นเครื่องเล่นเกมแบบพกพาที่อัดแน่นทั้งความบันเทิงและเทคโนโลยี แต่รู้หรือเปล่าว่าเครื่องเล่นเกมเครื่องเล็ก ๆ เหล่านี้ สามารถเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตเพื่อเล่น เกมออนไลน์ได้ และถึงจะมีหน้าจอเล็ก ๆ แบบนี้แต่ก็สามารถใช้ดูหนังฟังเพลงด้วยการแสดงผลภาพและเสียงที่ทำได้อย่างดี เยี่ยม นอกจากนี้ การเล่นเกมยังเพิ่มอรรถรสด้วยระบบสั่นสะเทือนในตัว สามารถเล่นเกมที่แสดงผลในแบบ 3 มิติได้ ทั้งยังมีเทคโนโลยีล่าสุดอย่าง AR (Augmented Reality) ที่พลิกโฉมรูปแบบในการเล่นเกมแบบพกพาไปอย่างสิ้นเชิง
*******************************
ที่มา : http://prthai.com

ข้อเท็จจริงที่น่าทึ่ง 10 ประการ ของไมโครซอฟท์

1. ครั้งแรกของ “Microsoft”
ชื่อ “Microsoft” นั้นถูกใช้เป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน ปี 1975 ในจดหมายที่ Bill Gates ส่งถึง Paul Allen ซึ่งเป็นผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท โดยครั้งแรกนั้นจะเขียนเป็น “Micro-Soft” และอีกหนึ่งปีคือวันที่ 26 พฤศจิกายน ปี 1976 เครื่องหมายการค้านี้ก็ถูกใช้เป็นชื่อบริษัทนับตั้งแ ต่นั้นมา

2. เขตปลอด iPod และ Google
ได้ชื่อว่าเป็นซีอีโอของไมโครซอฟท์ Steve Balmer จึงได้ปลูกฝังลูกๆ ของเขาให้ใช้แต่ผลิตภัณฑ์ของไมโครซอฟท์ โดยตอนหนึ่งของบทสัมภาษณ์กับสถานี CNN เขากล่าวว่า “ลูกๆ ของผมก็เหมือนเด็กทั่วๆ ไป ที่อาจจะไม่ได้รับการดูแลอย่างดีที่สุดตลอดเวลา แต่สิ่งหนึ่งที่ผมทำสำเร็จก็คือการล้างสมองพวกเขาไม่ ให้ใช้ Google และ iPod”

3. เกมตัวเลข I
ปัจจุบันไมโครซอฟท์จ้างพนักงาน 95,828 คนทั่วโลก โดยพนักงานเหล่านั้นมีอายุเฉลี่ย 37 ปี ในจำนวนนี้เป็นผู้ชาย 74.7 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ไมโครซอฟท์ยังครอบครองอสังหาริมทรัพย์ (ทั่วโลก) ทั้งหมด 88 แห่ง คิดเป็นพื้นที่รวม 1,121,739.83 ตารางเมตร

4. เฉพาะ Mac เท่านั้น
โปรแกรม MS Office เวอร์ชันแรกเปิดตัวเมื่อปี 1989 โดยมีให้เลือกทั้งแบบที่เป็นฟลอบปี้ดิสก์และซีดีรอม และสามารถใช้กับระบบปฏิบัติการ “Mac OS” เพียงอย่างเดียวเท่านั้น ส่วนเวอร์ชันสำหรับวินโดว์สของ Word, Excel, PowerPoint นั้นตามออกมาในปี 1990 (Microsoft Office 3.0)

5. พิเศษเฉพาะวินโดว์ส
เสียงเริ่มต้นของวินโดว์ส 95 นั้นถูกเรียบเรียงขึ้นเป็นพิเศษโดยนักแต่งเพลง Brian Eno และถูกบันทึกด้วยเครื่อง Apple Macintosh ส่วนเสียงที่ใช้ในวิสต้านั้นถูกเรียบเรียงโดย Robert Fripp อดีตมือกีต้าร์แห่งวง King Crimson

6. เกมตัวเลข II

ในแต่ละวัน Microsoft Dining Service ซึ่งเป็นแผนกที่รับผิดชอบเรื่องการดูแลเรื่องอาหารกา รกินให้กับพนักงานในเรดมอนด์จะต้องเตรียมพิซซ่าไว้รอ งรับมากถึง 2,200 ชิ้น และในแต่ละปี พนักงานของไมโครซอฟท์จะบริโภคนม 4 ล้านกล่อง น้ำแร่ 7 ล้านขวด และชาผง 2 ล้านซอง

7. กว่า 12,000 วัน กับไมโครซอฟท์
Bill Gates ทำงานกับตั้งแต่วันที่ 4 เมษายน 1975 จนกระทั่งเกษียณตัวเองไปเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2008 ในบริษัทที่ตัวเองก่อตั้งขึ้น ซึ่งคิดเป็นจำนวนวันทั้งหมด 12,139 วัน (รวมวันหยุดพิเศษและวันหยุดประจำสัปดาห์)

8. ปู่ทวดของวินโดว์ส
ระบบปฏิบัติการตัวแรกของไมโครซอฟท์มีชื่อว่า “Xenix” โดยทายาทของ Unix ตัวนี้ถูกเปิดตัวสู่ตลาดครั้งแรกเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 1980 โดย Bill Gates ต้องการที่จะผลักดันให้มันเป็นมาตรฐานของระบบปฏิบัติ การสำหรับพีซี แต่ก็ไม่สำเร็จเพราะ Xenix จำเป็นต้องใช้ฮาร์ดดิสก์และหน่วยความจำในการทำงานถึง 256KB ซึ่งในขณะนั้นเครื่องพีซีจะมีหน่วยความจำสูงสุดแค่ 64KB ในขณะที่ฮาร์ดดิสก์ก็ยังมีราคาแพงมาก

9. ปุ่ม Save ที่ผิดพลาด
เคยสังเกตไหมว่ามีอะไรผิดปกติกับไอคอน “Save” ในโปรแกรม Office เวอร์ชันก่อนหน้า 2003 ทั้งหมด ... คำตอบคือ ช่องอ่านแผ่นบนแผ่นเหล็กที่เลื่อนไป-มาได้ถูกวางไว้สลับด้านกัน

10. 16 พันล้านชุดข้อมูลบน Excel

ตารางทำงานของ Excel 2007 รองรับข้อมูลได้ถึง 16,000 คอลัมน์ กับอีก 1 ล้านแถว หรือคิดเป็นจำนวนมากถึง 16,000,000,000 ชุดข้อมูลในหนึ่งตารางเลยทีเดียว

********************************
ที่มา : http://prthai.com

วันพฤหัสบดีที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2557

10 วิธีในการคลายความเครียด



     ความเครียด เป็นตัวการทำร้ายเราอันดับต้นๆ เพราะความเครียดนอกจากจะทำให้สุขภาพ ร่างกายแย่แล้ว ยังทำให้เกิดโรคร้ายอื่นๆตามมา เราจึงควรหาวิธีคลายเครียดเพื่อสุขภาพ ที่ดีของเรา

     10 วิธีในการคลายความเครียด


     1. ฟังเพลง หามุมสงบ
     นั่งปล่อยใจให้ล่องลอยอย่างเป็นธรรมชาติ แล้วฟังเพลง เบา ๆ โดยเฉพาะเพลงจำพวก Meditation ซึ่งเดี๋ยวนี้มีให้เลือกหลากหลายแบบตามความต้องการ ทั้งเสียงของดนตรี บรรเลงหรือเสียงธรรมชาติ จำพวกเสียงคลื่น..เสียงน้ำตก..เสียงนกร้อง รับรองว่าจะช่วยสร้างสมาธิให้กลับคื่นสู่สมองและจิตใจได้อย่างน่ามหัศจรรย์ ในช่วงระยะเวลาเพียงสั้นๆ เชียวล่ะ

     2. ฉายเดี่ยวดูภาพยนตร์
     ขอแนะนำให้ฉายเดี่ยวแล้วตีตั๋วดูหนังดีๆ สักรอบ เพราะการไปดูหนังเนี่ยเป็นวิธีที่เวิร์คที่สุดที่จะปลดปล่อยความรู้สึกให้ ล่องลอยอย่างเป็นอิสระไม่จมอยู่กับปัญหา แถมระบายความอัดอั้นตันใจได้อย่างเห็นผล แต่ต้องถามตัวเองก่อนนะว่ากำลังอยู่ในอารมณ์ไหน เช่น ถ้าอยากร้องไห้ก็ไปดูหนังรักเศร้าเคล้าน้ำตาแล้วก็ร้องไห้ออกมาซะให้พอ หรือถ้าเครียดจัดก็จงไปดูหนังตลกแล้วหัวเราะให้หลุดโลกไปเลย

     3. โทรหาเพื่อนรู้ใจ
     อย่าคิดว่าตัวเองจะแก้ปัญหาทุกปัญหาได้ดีไปซะหมด หัวใจสาวมั่นแม้จะแกร่งเพียงใดก็ยังต้องการที่พึ่งพิงเสมอ ยกหูโทรศัพท์หาเพื่อนรู้ใจสันคนแล้วระบายความรู้สึกให้เพื่อนได้รับรู้ เพราะการมีคนรับฟังและให้คำปรึกษา จะทำให้ชีวิตที่เอียงกะเท่เร่เริ่มเข้าที่เข้าทางมากขึ้น อย่างน้อยก็ยังรู้สึกว่า ไม่ได้แบกปัญหาอยู่คนเดียวในโลกไงล่ะ

     4. เขียนไดอารี่
     การเขียนไดอารี่เปรียบเสมือนการเปิดประตูอารมณ์ที่ปล่อยให้ความอัดอั้นตันใจต่างๆ ได้ไหลลงสู่หน้ากระดาษอย่างเป็นอิสระและเป็นส่วนตัวที่สุด เพราะการถ่ายเทความรู้สึกในใจออกมา จะทำให้จิตใจปรับสมดุลได้เร็วขื้น อีกทั้งระหว่างการเขียนไดอารี่นั้นยังถือเป็นการทบทวนความรู้สึกตัวเองที่ดี ที่สุดด้วย ส่วนข้อดีสุดเลิศอีกข้อก็คือ ไดอารี่เป็นเพื่อนสนิทที่ไว้ใจได้ที่สุด เพราะรับฟังเราเสมอและไม่เคยเอาความลับไปบอกต่อไงล่ะ

     5. พลังแห่งการสัมผัส
     ลองมองหาใครสักคนช่วยโอบกอดหรือสัมผัสเบา ๆ เวลารู้สึกเหนื่อยล้าดูสิ เพราะร่างกายคนเราเวลาถูกสัมผัสเนี่ย จะทำให้เกิดฮอร์โมนที่ชื่อ "อ๊อกซี่โทชิน" ซึ่งมีผลในการลดระดับความเหนื่อยและความเครียด ช่วยให้ร่างกายที่กำลังอ่อนล้ารู้สึกผ่อนคลายได้อย่างไม่น่าเชื่อ

     6. สร้างอารมณ์ขัน
     พยายามมองหาเพื่อนที่มีอารมณ์ขันช่วยกระตุ้นจิตใจที่แสนห่อเหี่ยวให้หัวเราะได้อีกครั้ง เพราะคนที่หัวเราะง่ายจะมีสุขภาพ จิตที่ดี เนื่องจากการหัวเราะจะช่วยลดความดันโลหิตและระดับฮอร์โมนคอร์ติซอลลง (ฮอร์โมนคอร์ติซอล = ฮอร์โมนแสดงความเหนื่อยล้าในกระแสเลือด) แถมยังช่วยเสริมสร้างระดับของ "อิมโมโนโกลบูลินเอ" ซึ่งเป็นสารแอนตี้บอดี้ที่สร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายอีกด้วยนะ เพราะฉะนั้นหัวเราะเข้าไว้ แล้วจะดีเอง

     7. สูดกลิ่นหอม
     รู้หรือเปล่าว่า...กลิ่นหอมของดอกไม้นานาพันธุ์มีผลในการช่วยปลุกประสาทสัมผัสให้สดชื่นตื่นตัว แถมยังกระตุ้นพลังงานในจิตใจได้เป็นอย่างดี เวลาเครียด ๆ ก็ลองสูดกลิ่นหอมของดอกไม้สิ อย่างกลิ่นกุหลาบ มะลิ ลาเวนเดอร์ หรือจะหยดน้ำมันหอมระเหยในน้ำอุ่นกำลังดี แล้วนอนแช่ตัวให้เพลินสักครึ่งชั่วโมงก็ได้ กลิ่นหอมจะช่วยให้รู้สึกดีขึ้นได้อย่างบอกไม่ถูกเชียวล่ะ

     8. ไปตากอากาศ
     หาเวลาหลบไปสูดอากาศบริสุทธิ์กับชีวิตท่ามกลางธรรมชาติสักพัก สิ หายใจเข้าลึก ๆ ช้า ๆ ปล่อยสมองให้ว่างที่สุด แล้วก็นอนให้มากที่สุดเท่าที่อยากจะนอน เพราะบางทีความรู้สึกเหนื่อยล้าและหดหู่แบบไม่ทราบสาเหตุเนี่ยมันมาจาก ชีวิตที่ยุ่งเหยิงจนเกินไป เพราะฉะนั้นหลบไปนอนตากน้ำค้างดูดาวเสียบ้าง หัวใจจะได้ชาร์จพลังได้ดีขึ้น

     9. หาสัตว์เลี้ยงเป็นเพื่อน
     ลองหาสัตว์เลี้ยงสักตัวมาเป็นเพื่อนเล่นก็ไม่ เลวนะ เพราะการให้เวลากับสัตว์เลี้ยงตัวโปรด คุยเล่น หยอกล้อกับมันเสียบ้าง จะช่วยให้จิตใจอันแสนจะฟุ้งซ่าน สงบลงได้ แถมรู้จักการให้และมองโลกในแง่ดีมากขึ้นอีกต่างหาก ที่สำคัญยังช่วยลดความดันโลหิตได้อีกด้วยนะ

     10. จินตนาการแสนสุข
     อีกทางเลือกสำหรับการบรรเทาความหดหู่ในส่วนลึก เป็นการดึงตัวเองออกจากโลกปัจจุบัน ทำได้โดยหลับตาแล้วหายใจลึก ๆ จากนั้นก็สร้างจินตนาการถึงความฝันที่วาดหวังเอาไว้ หรือแม้แต่ความหลังอันแสนสุขที่เคยมีการดึงความสุขจากจินตนาการมาใช้จะ ทำ ให้เกิดพลังสร้างสรรค์ในหัวใจ และยังช่วยสลายความเครียดข้างในได้เป็นอย่างดี ทำแบบนี้เงียบๆ สัก 5 นาที รับรองรู้สึกดีแบบทันตาเห็น

*******************************************
ที่มา http://women.thaiza.com/
 

นมเพิ่มพลังสมอง

นมเพิ่มพลังสมอง

            เป็นที่ทราบดีกันอยู่แล้วว่า "สด" อุดมไปด้วยแร่ธาตุและสารอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง มีวิตามินที่จำเป็นต่อร่างกาย ซึ่งข้อมูลจากบริษัท ฟรีสแลนด์คัมพิน่า (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุว่า นม 1 แก้ว มีประโยชน์มาก เพราะช่วยให้ร่างกายเจริญเติบโต เพิ่มความแข็งแรงให้กับกระดูกและฟัน ช่วยเพิ่มพลังให้สมองสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของระบบประสาทและความจำได้ดี
            ข้อมูลนี้สอดคล้องกับที่นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแห่งเมน (University of Maine) ร่วมกับนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแห่งเซาท์ออสเตรเลีย (University of South Australia) ศึกษาวิจัยโดยทดลองกับกลุ่มตัวอย่างชายหญิงอายุ 23-98 ปี 972 คน เริ่มจากสำรวจประวัติภูมิหลัง และพฤติกรรมการบริโภคนมและผลิตภัณฑ์จากนมของกลุ่มตัวอย่าง ตลอดจนการดื่มชา กาแฟ การควบคุมอาหาร และพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน จากนั้นให้กลุ่มตัวอย่างทดสอบสติปัญญา (Brain Test) 8 ชุด ทั้งสมาธิ การสังเกต การแยกแยะ ความจำ และการเรียนรู้
             ผลวิจัยพบว่ากลุ่มตัวอย่างที่ดื่มนมอย่างน้อยวันละ 1 แก้ว จะทดสอบได้ผลคะแนนดีกว่ากลุ่มตัวอย่างที่ดื่มนมน้อย หรือไม่ดื่มนมเลยในทุกช่วงอายุ และในบางการทดสอบ กลุ่มตัวอย่างที่บริโภคนมและผลิตภัณฑ์จากนมน้อยจะมีโอกาสไม่ผ่านการทดสอบสติปัญญาประมาณ 5 เท่าของกลุ่มตัวอย่างที่บริโภคนมเป็นประจำ นั่นเพราะในนมมีสารอาหารสำคัญ เช่น แมกนีเซียม สามารถลดอาการเสื่อมของความทรงจำ นอกจากนี้ในนมยังมีทั้งวิตามินบี 1 และ วิตามินบี 12 ที่ช่วยให้ร่างกายได้พลังงานจากคาร์โบไฮเดรต มีส่วนช่วยในการทำงานของระบบประสาท สมอง และกล้ามเนื้อ ดังนั้น นมจึงมีประโยชน์ไม่ใช่เฉพาะเสริมความแข็งแรงของหัวใจ กระดูกและฟัน ลดความดันโลหิต ลดความเสี่ยงเบาหวาน อย่างที่เคยเข้าใจกันมาก่อนหน้านี้

********************************
ที่มา http://men.sanook.com/806/

10 อาหารเช้าที่ให้พลังงาน

10 อาหารเช้าที่ให้พลังงาน
              อาหารเช้าถือเป็นหนึ่งมื้อสำคัญ ที่ต้องรับประทาน เพื่อที่จะได้พลังงาน ไว้เผาพลาญในการใช้ชีวิต วันนี้วอยซ์ ทีวี มี 10 อาหารเช้าที่ให้พลังงานมานำเสนอ
1.ไข่ 
เพราะไข่ให้พลังงานสูง และมีแคลอรี่ รวมทั้งมีสารอาหารที่สำคัญมากกว่า 13 ชนิด รวมไปถึงวิตามินและสังกะสี และช่วยระบบคุ้มกัน และการเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อ
2.ข้าวโอ๊ตบด
ข้าวโอ๊ตถือว่ามีวิตามินและแร่ธาตุ รวมทั้งเส้นใยโปรตีน และให้พลังงานอย่างสูง และยังช่วยในเรื่องความจำ
3.เนยถั่ว
เนยถั่วทำจากถั่วเช่นอัลมอนด์เม็ดมะม่วงหิมพานต์และถั่วลิสงถือว่าเต็มไปด้วยวิตามินอีโปรตีนแมกนีเซียมแคลเซียมและโพแทสเซียม หากใครที่กังวลในเรื่องไขมัน เนยถั่วนั้นช่วยคุณได้ นอกจากนั้นในเนยถั่วยังมีไขมันดีอีกด้วย
4. ขนมปังโฮลเกรน
เป็นธัญพืชที่ช่วยสร้างความมั่นคงระดับน้ำตาลในเลือดและเติมเต็มคุณไปจนถึงอาหารมื้อต่อไป
5.ผักใบเขียว
ผักโขม,ผักคะน้า หรือผักใบเขียวชนิดอื่นๆ ทั้งหมดนี้ถือว่ามีเส้นใยอาหาร เกลือแร่,สารต้านอนุมูลอิสระ ไปจนกระทั่งถึงวิตามิน
6.ผลไม้
โดยทั่วไปแล้วผลไม้นั้นเต็มไปด้วยใยอาหาร (ลูกแพร์, แอปเปิ้ล, เบอร์รี่, และ กีวี), ขณะที่พวกที่มีวิตามิน ซีก็คือ (มะละกอ, ส้ม),ส่วนผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระต้านโรค (สตรอเบอร์รี่, บลูเบอร์รี่ และ blackberries) ทางด้าน กล้วย ก็มี เซลล์และโปแตสเซียมที่สร้างกล้ามเนื้อ
7.เมล็ดถั่ว
ถั่วและเมล็ดเมล็ดฟักทอง นั้นมีส่วนโปรตีนวิตามินอีและกรดไขมันไม่อิ่มตัวที่ทำหัวใจแข็งแรง รวมถึงไขมันโอเมก้า 3
8.โยเกิร์ต
ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยได้เห็นการโยเกิร์ตปรุงอาหาร แต่โยเกิร์ตนี่แหละเป็นแหล่งที่ดีของแคลเซียมและโปรตีน
9.เนื้อสัตว์บางๆ
ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ให้พลังงานในยามเช้า นอกเหนือจากไข่
10.ชีส มอซซาเรลล่า
เป็นเนยแข็งที่ไขมันต่ำแถมยังให้โปรตีนและแคลเซียมสูง

***********************
ที่มา http://men.sanook.com/776/

ผักพื้นบ้านไทยต้านมะเร็งได้

ผักพื้นบ้านไทยต้านมะเร็งได้
             อาหารคือยาแขนงหนึ่งที่ช่วยบำรุงร่างกาย ผักพื้นบ้านของไทยหลายชนิดมีสรรพคุณช่วยต้านมะเร็ง หากทานเป็นประจำจะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายได้ อาทิ ผักกะหล่ำ เห็ด มะละกอ เป็นต้น
             ศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ จัดทำอินโฟกราฟฟิก แนะนำผักพื้นบ้านไทยที่มีสรรพคุณช่วยต้านมะเร็ง หากนำมาทานเป็นประจำจะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายได้
เห็ด มีสรรพคุณ เพิ่มภูมิคุ้มกันลดเซลล์มะเร็ง
กระเทียม มีสรรพคุณ ยับยั้งการเติบโตของมะเร็งในกระเพาะอาหาร
ผักจำพวกกะหล่ำ มีสรรพคุณ ช่วยต้านมะเร็งต่อมลูกหมากและอื่นๆ
ถั่ว มีสรรพคุณ ลดการเกิดมะเร็งที่ต่อมลูกหมาย
ขิง มีสรรพคุณ ช่วยป้องกันมะเร็ง
มะเดื่อหวาน มีสรรพคุณ ฆ่าแบคทีเรียและทำให้เซลล์มะเร็งลดลง
ขมิ้นชัน มีสรรพคุณ ป้องกันมะเร็งลำไส้, ลำไส้ใหญ่
พริก มีสรรพคุณ ลดการเกิดมะเร็งกระเพาะอาหาร
มะละกอ มีสรรพคุณ ยับยั้งการเกิดมะเร็งปากมดลูก

********************************
ที่มา http://men.sanook.com/1780/

5 อาหารปลุกเซ็กซ์ เพิ่มพลังทางเพศ

5 อาหารปลุกเซ็กซ์ เพิ่มพลังทางเพศ..!!
           หากคุณกำลังเบื่อหน่ายกับกิจกรรมทางเพศและหมดเรี่ยวแรงจากการทำงาน จนทำให้น้องชายของคุณไม่พร้อมสำหรับการมี วันนี้ความรู้สึกแบบนั้นจะหมดไป หากคุณได้รู้จักอาหารปลุกเซ็กซ์ เพิ่มพลังทางเพศต่อไปนี้ ซึ่งจะทำให้กิจกรรมทางเพศของคุณเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นเสมอไปและน้องชายจะไม่ยอมแพ้ต่อุปสรรคทุกจากทุกกรณี ไปรู้จักอาหารเหล่านั้นกันเลยครับ
1. ช็อกโกแลต โดยสาร Phenylethylamine ที่อยู่ในช็อกโกแลตสามารถกระตุ้นให้เกิดความตื่นเต้นและรู้สึกดีในชีวิต วารสารทางการแพทย์เคยตีพิมพ์ไว้ว่า ผู้ที่ทานช็อกโกแลตวันละชิ้น จะมีเพศสัมพันธ์ที่มีชีวิตชีวากว่าผู้ที่ไม่ได้กิน
2. อัลมอนด์ ขึ้นชื่อว่าเป็นอาหารที่เป็นตัวกระตุ้นทางเพศ และช่วยเรื่องการมีบุตรยากเช่นเดียวกับหน่อไม้ฝรั่ง เมล็ดอัลมอนด์มีแร่ธาตุมากมายที่สำคัญต่อสุขภาพทางเพศ เช่น สังกะสี ซีลีเนียม และ วิตามินอี
3. สตรอเบอร์รี่ โดยงานวิจัยจากมหาวิทยาลัย California พบว่าการกินสตรอเบอร์รี่อาจจะช่วยเพิ่มปริมาณสเปิร์มของคุณผู้ชายได้
4. เมล็ดฟักทอง เพราะมีแร่ธาตุสังกะสีมากเช่นเดียวกับหอยนางรม ช่วยเรื่องความแข็งแรงของอสุจิ และป้องกันการขาดฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนในเพศชายได้ นอกจากนี้เมล็ดฟักทองยังอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่เพิ่มความต้องการทางเพศ เช่น วิตามิน บี อี ซี ดี เค และแร่ธาตุ เช่น แคลเซียม โพแทสเซียม ไนอะซิน และ ฟอสฟอรัส
5. แตงโม ผู้เชี่ยวชาญบางท่านยกย่องให้แตงโมเป็นไวอากร้าขนานใหม่ และจากผลวิจัยของสหรัฐอเมริกาพบว่าการกินแตงโมจะส่งผลกับระบบไหลเวียนโลหิตทั่วร่างกาย และอาจเพิ่มความต้องการทางเพศได้ด้วย เพราะในแตงโมจะมี Citruline amino acid ซึ่งดีต่อระบบไหลเวียน และช่วยคลายเส้นเลือด จึงสามารถเพิ่มสมรรถภาพทางเพศได้

*********************************
ที่มา http://men.sanook.com/3825/

10 ของดำเพื่อสุขภาพดี

รู้ไว้ใช่ว่า !! 10 ของดำเพื่อสุขภาพดี
เขาว่าสีดำมันดูมืด ดูลึกลับน่ากลัว แต่อย่ามัวแต่ดูที่รูปลักษณ์จนมองข้ามคุณสมบัติดีๆ อื่นๆ ไป เพราะของดำบางอย่างก็มีดีซ่อนอยู่ ได้แก่
1. ข้าวกล้องสีนิล
รวมทั้งข้าวกล้องหอมนิล หรือข้าวกล้องไรซ์เบอรี่แล้ว ต่างมีเส้นใยสูง มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำจึงทำให้อ้วนน้อยกว่าข้าวขาว อีกทั้งข้าวกลุ่มนี้ยังมีสารต้านอนุมูลอิสระแอนโธไซยานินส์ที่มีคุณสมบัติต้านมะเร็งและลดความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจด้วย
2. ดอกอัญชัน
ถือว่าเป็นสมุนไพรที่ใช้กันมายาวนานแล้ว มีคุณสมบัติทั้งต้านอนุมูลอิสระและยังคลายเครียดได้ดี ทำงานเครียดๆ ผ่อนคลายด้วยน้ำอัญชันสักแก้วไหม
3. ข้าวโพดสีม่วง
เป็นพืชเก่าแก่ของชาวเปรู นิยมทั้งรับประทานและนำไปทำสีผสมอาหาร มีสารต้านอนุมูลอิสระที่มากกว่าในวิตามินอีถึง 3.5 เท่า
4. ถั่วดำ
ในบรรดาถั่วทั้งหลายแล้ว ถั่วดำถือว่าเป็นถั่วที่มีสารต้านอนุมูลอิสระมากที่สุด ยิ่งไปกว่านั้นแล้ว ถั่วดำยังเป็นแหล่งโปรตีน เส้นใยอาหาร และแร่ธาตุต่างๆ ที่ดีมากอีกด้วย
5. งาดำ
งานดำมีไขมันดีที่ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล มีโปรตีนและเส้นใยอาหารสูง สารอาหารสูง มีประโยชน์ต่อร่างกาย แถมยังปรุงได้หลากหลายเมนูด้วยนะจะบอกให้
6. สาหร่าย
เป็นอาหารอีกอย่างที่เหมาะกับคนที่อยากลดความอ้วนหรือคุมน้ำหนัก เพราะมีคุณสมบัติช่วยชะลอความเร็วในการย่อยอาหารลง ประกอบกับเส้นใยอาหารที่สูง จึงทำให้รู้สึกอิ่มได้นาน แล้วยิ่งเป็นสาหร่ายสีน้ำตาลดำแล้วละก็ยิ่งดี เพราะมีสารที่ช่วยส่งเสริมความแข็งแรงของลำไส้และเป็นอาหารที่ดีของแบคทีเรียดีในลำไส้ด้วย
7. น้ำสลัดบัลซามิก
เป็นน้ำสลัดรสเปรี้ยวที่ได้จากการหมักผลไม้อย่างองุ่น มักอยู่ในอาหารอิตาเลียน มีประโยชน์ดีๆ เช่น ช่วยเพิ่มการดูดซึม แคลเซียม ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด แถมใช้แทนไขมันที่ไม่ดีกับสุขภาพและเกลือโซเดียมก็ได้
8. พริกไทยดำ
ของง่ายๆ ที่มากด้วยประโยชน์ทั้งดีเวลาตอนเป็นหวัด หรือตอนไม่เป็นหวัดก็ช่วยเรื่องระบายได้เหมือนกัน
9. องุ่นดำ
องุ่นดำเป็นองุ่นชั้นดีที่ทานสดก็ได้ เอาไปหมักก็ดี มีประโยชน์คือมีสารต้นอนุมูลอิสระสูง ที่มีส่วนช่วยให้สาวๆ มีผิวพรรณดี
10. ชาดำ
ชาดำนอกจากจะช่วยในเรื่องความรู้สึกผ่อนคลายเหมือนกับชาอื่นๆ แล้ว ชาดำยังมีกรดอะมิโนอยู่มาก จึงทำให้มีประโยชน์ต่อสุขภาพหัวใจของเราอย่างมากเลย
********************************
ที่มา http://www.toptenthailand.com

11 วิธีง่าย ๆ ช่วยให้เรามีความจำที่ดีขึ้น


11 วิธี ช่วยเพิ่มความจำ

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

          เคยหรือไม่ ที่รู้สึกว่าตัวเองนั้นช่างขี้ลืมจริง ๆ จนอยากที่จะหาวิธีที่ช่วยให้จำสิ่งต่าง ๆ ได้แม่นยำขึ้น รวมทั้งในบางครั้ง ก่อนการสอบครั้งใหญ่ เราก็อยากที่จะจำเนื้อหาต่าง ๆ ที่จำเป็นต่อการสอบให้ได้มาก ๆ หากว่าเราเคยพบกับสิ่งเหล่านี้มาแล้ว วันนี้กระปุกดอทคอมขอนำเคล็ดลับง่าย ๆ 11 ประการ จาก theweek.com ที่จะช่วยทำให้เรามีความจำที่ดีขึ้น มาฝากให้ทุก ๆ คนได้นำไปทดลองดูค่ะ


           1. ครุ่นคิดถึงสิ่งนั้น ๆ อย่างน้อย 8 วินาที

          ในทุกวันนี้เรามักจะคิดถึงสิ่งต่างในสมองอย่างรวดเร็ว ดังนั้นการที่เราจดจ่อ ครุ่นคิดถึงสิ่ง ๆ หนึ่งที่ต้องการจดจำเป็นเวลาอย่างน้อย 8 วินาที จะทำให้สมาธิของเราวนเวียนอยู่กับสิ่งนั้น ๆ ซึ่งจากการศึกษาแสดงให้เห็นว่า ช่วงเวลา 8 วินาทีนั้น ก็คือเวลาขั้นต่ำสุดที่สมองของเราจะย้ายข้อมูลหนึ่ง ๆ จากส่วนความจำระยะสั้น ไปเก็บไว้ยังส่วนความจำระยะยาว 


           2. เลี่ยงการเดินผ่านประตู

          เคยไหมเมื่อเราเดินเข้าไปในห้อง ๆ หนึ่ง แล้วก็เกิดลืมอย่างกะทันหันว่าจะเข้ามาทำอะไรในห้อง ซึ่งจริง ๆ แล้ว สิ่งนั้นเกิดขึ้นเพราะการเดินผ่านประตูนั้นมีแนวโน้มที่จะทำให้หัวของเราว่างเปล่า โดยจากการทดลองโดยให้ผู้เข้ารับการทดลองนำวัตถุสิ่งหนึ่งเข้าไปวางในห้องแล้วเดินออกมา เมื่อเราถามเขาทันทีที่ก้าวพ้นประตู พบว่าพวกเขามีแนวโน้มที่จะลืมไปแล้วว่าวัตถุนั้นคืออะไร มากกว่ากลุ่มคนที่เดินออกจากวัตถุในระยะทางเท่ากัน แต่ยังอยู่ภายในห้องนั้น ดังนั้นจึงเชื่อว่าการเดินเข้าสู่สถานที่แห่งใหม่นั้น จะมีลักษณะเหมือนการรีสตาร์ทสมองของเรานั่นเอง


           3. ใช้มือข้างที่ถนัดในการทำสิ่งต่าง ๆ เป็นอย่างแรก

          หากเรามีปัญหาในการจดจำสิ่งต่าง ๆ ในการทำงานนั้น การทำให้ร่างกายของเราจดจำสิ่งนั้น ๆ ได้ก่อน จะช่วยพัฒนาความสามารถในการเรียกคืนข้อมูลของเราได้อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งจากการศึกษาได้พบว่า หากเราเป็นคนถนัดขวา เรามักจะทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยมือขวาเป็นอันดับแรกก่อนที่เราจะจดจำสิ่งเหล่านั้น ซึ่งหากเราต้องการที่จะระลึกสิ่งต่าง ๆ ได้ ให้ลองใช้มือซ้ายของเราจับต้องสิ่งเหล่านั้นสักพัก ราว 45 วินาที เพื่อให้ข้อมูลที่ถูกบีบอัดอยู่ในหัวค่อย ๆ ไหลออกมา


           4. ออกกำลังกาย

          นักวิทยาศาสตร์มองว่าการออกกำลังกายเป็นหนทางออกสำหรับทุกปัญหา ซึ่งรวมถึงปัญหาในด้านความจำ เพราะการลงมือกระทำทางกายภาพจะเพิ่มความตื่นตัว และเพิ่มออกซิเจนที่ไปเลี้ยงสมอง ซึ่งอาจช่วยเพิ่มการเจริญเติบโตของเซลล์ในสมองส่วนที่ตอบสนองต่อความทรงจำ โดยจากการศึกษาพบว่า หลังจากการออกกำลังกายเบา ๆ จะทำให้ผู้หญิงสามารถจำจดสิ่งต่าง ๆ ได้ดีขึ้นกว่าช่วงก่อนออกกำลังกาย นอกจากนี้ยังพบว่า ผู้หญิงที่ออกกำลังกายมาตลอดช่วง 6 เดือนนั้น จะมีการพัฒนาความจำในส่วนของภาษาและสภาพแวดล้อมอย่างมีนัยสำคัญอีกด้วย


           5. การนอนหลับ

          นักเรียนที่อยู่ในช่วงมัธยมปลายและมหาวิทยาลัยส่วนมาก มักจะใช้เวลาทั้งคืนก่อนสอบใหญ่ไปกับการเคร่งเครียดอ่านหนังสือจนถึงวินาทีสุดท้าย โดยที่พวกเขาอาจจะไม่ทราบว่าแท้จริงแล้ว การนอนให้พอตลอดทั้งคืนนั้นย่อมให้ผลที่ดีกว่าการอ่านหนังสือจนถึงเช้า เพราะจากการศึกษาพบว่า ในขณะที่เราหลับ สมองของเราจะมีกระบวนการประมวลผลความคิดต่าง ๆ ที่ระดมเข้ามา เพื่อละทิ้งข้อมูลที่ไม่สำคัญ และช่วยเพื่อการจดจำข้อมูลที่สำคัญขึ้นเป็น 2 เท่า เช่นเนื้อหาในการสอบวันรุ่งขึ้นของเรา และรวบรวมข้อมูลเหล่านั้นลงไปในส่วนความจำระยะยาว ซึ่งเป็นสิ่งที่สมองไม่สามารถทำได้หากเราฝืนตื่นอ่านหนังสือจนถึงเช้า


           6. ใช้แบบอักษรประหลาด ๆ 

          ในหนังสือเรียน หนังสือพิมพ์ หรือตามอินเทอร์เน็ต ผู้คนมักจะทำให้ข้อความต่าง ๆ ดูโดดเด่นและง่ายต่อการอ่านด้วยการเพิ่มขนาดตัวอักษรและทำตัวหนา ขณะที่นักวิจัยกลับพบว่า ที่จริงแล้วตัวอักษรใหญ่ ๆ และตัวหนานั้นกลับจะทำลายความสามารถในการจำของเรา ขณะที่การใช้แบบตัวอักษรแปลก ๆ นั้น เป็นหนทางที่จะช่วยทำให้เราจดจำข้อมูลเหล่านั้นได้ดีที่สุด เพราะมันอ่านยากกว่า และต่างไปจากความเคยชิน ทำให้เราถูกบังคับให้จดจ่ออยู่ภับคำที่เขียวด้วยแบบอักษณแปลก ๆ นั้น จนสามารถจำมันง่ายขึ้น


           7. เคี้ยวหมากฝรั่ง

          เชื่อหรือไม่ว่า หมากฝรั่งช่วยทำให้เราจดจำข้อมูลภาษาและเสียงได้ดีขึ้น เมื่อเราเคี้ยวหมากฝรั่งไปพร้อม ๆ กับการพยายามจดจำข้อมูลต่าง ๆ เพราะการเคี้ยวนั้นช่วยทำให้เรามุ่งเป้ามายังสิ่งที่เราต้องการจะจำมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม วิธีนี้เหมาะสำหรับการจำสิ่งที่ต้องการเวลาจดจำนาน ราว 30 นาที ขณะที่การจดจำระยะสั้น การไม่เคี้ยวหมากฝรั่งจะให้ผลดีกว่า


           8. เขียนสิ่งที่ต้องทำด้วยมือ

          ขณะที่ทุกวันนี้คนมักจะนิยมการบันทึกข้อมูลทุกอย่างไว้ในโทรศัพท์ หรือในคอมพิวเตอร์ ตั้งแต่เบอร์โทรศัพท์ นัดหมายสำคัญ หรือแม้แต่สิ่งที่ต้องทำ เราจึงไม่รู้ตัวเลยว่าเราแทบจะจดจำข้อมูลเหล่านั้นไม่ได้สักอย่างเดียว ดังนั้นหากเราต้องการจดจำข้อมูลใด ๆ นั้น ขอแนะนำให้เขียนสิ่งเหล่านั้นใส่กระดาษด้วยลายมือของเราเอง ซึ่งแม้ว่าเราจะไม่เคยกลับมาอ่านสิ่งที่เขียนไว้เลย แต่จากการศึกษาก็ได้ชี้ให้เห็นแล้วว่า การที่เราลงมือเขียนข้อมูลบางอย่างนั้น จะช่วยให้เราจดจำข้อมูลเหล่านั้นได้ดีขึ้นอย่างแท้จริง  


           9. เลี่ยงการเปิดเพลงขณะเรียนหรือทำงาน

          คงมีหลายคนที่ชอบการเปิดเพลงฟังขณะที่กำลังอ่านหนังสือเรียน หรือในขณะที่กำลังทำงาน เพราะคิดว่าจะช่วยทำให้จำเนื้อหาที่อยู่ตรงหน้าได้ดีขึ้น แต่จริง ๆ แล้ว นักวิจัยพบว่าการรับฟังเสียงรบกวนใด ๆ รวมทั้งการฟังเพลงนั้น จะทำให้เราไขว้เขวจากสิ่งที่อยู่ตรงหน้า และจะทำให้หวนนึกถึงสิ่งที่เราอ่านไปได้น้อยลงในเวลาต่อมา เพราะเสียงเหล่านั้นทำให้เราเสียสมาธิได้ไม่ต่างจากการที่มีคนมาตะโกนข้างหูตลอดเวลา สำหรับคนที่เคยชินกับการฟังเพลงขณะอ่านหนังสือ เราอาจจะรู้สึกแปลก ๆ บ้างหากต้องนั่งอ่านหนังสือท่ามกลางความเงียบสงบ แต่นักวิทยาศาสตร์ได้ยืนยันแล้วว่า ในจะให้ผลที่ดีในระยะยาวอย่างแน่นอน


           10. จินตนาการ

          การใช้จินตนาการมาช่วยสร้างความจดจำนั้น เป็น 1 ในวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการจำบางสิ่งบางอย่าง เพราะเป็นการที่เรานำข้อมูลต่าง ๆ มาเชื่อมโยงกับภาพที่เรามองเห็น ซึ่งจะมีประสิทธิภาพในการเรียกข้อมูลขนาดใหญ่ซึ่งถูกเรานำมาเชื่อมโยงเป็นภาพที่มองเห็นรายละเอียดได้ชัดเจนในสมองของเรา 


           11. วาดรูปเล่นแก้เบื่อ

          หากเรากำลังนั่งเบื่ออยู่ภายในห้องเรียนหรือระหว่างการประชุม ลองหยิบดินสอมาวาดรูปเล็ก ๆ บนเอกสารของเราดูสิ แม้ว่าการวาดรูปเล่นนั้นจะดูเหมือนเราไม่ให้ความสนใจต่อการเรียนหรือการประชุมตรงหน้า แต่เชื่อหรือไม่ว่าจริง ๆ แล้วการที่เราแอบวาดรูปเล่นนั้นเป็นการทำให้สมองของเรามีการทำงาน ขณะที่การนั่งฟังเฉย ๆ ความเบื่อจะทำให้สมาธิของเราหลุดออกจากเนื้อหาที่ได้ฟังไปในที่สุด จนทำให้จดจำข้อมูลเหล่านั้นได้น้อยกว่าคนที่นั่งวาดรูปเล่นเสียอีก ดังจะเห็นได้จากการทดลองที่ให้คนกลุ่มหนึ่งวาดรูปเล่นขณะนั่นฟังเทปการสนทนาที่น่าเบื่อ ขณะที่คนอีกกลุ่มไม่วาด พบว่า กลุ่มที่วาดรูปเล่นสามารถจำเนื้อหาได้มากถึง 29% ซึ่งมากกว่าอีกกลุ่มอย่างเห็นได้ชัด

**************************

"ข้อแนะนำ"เหล่าสาวก"บัญญัติ 8 ประการ"สิ่งที่ควรทำ และไม่ควรทำ ในโลกแห่ง"เฟซบุ๊ก-ทวิตเตอร์"

         ในโลกยุคปัจจุบัน เฟซบุ๊ค หรือทวิตเตอร์ หรือ"เครือข่ายชุมชนออนไลน์ "ทุกวันนี้ เห็นได้ชัดว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ได้กลายเรื่องอดิเรกอีกต่อไปแล้ว หากแต่ได้กลายเป็นปัจจัยที่ห้า หรือ"ลมหายใจ"ของผู้คนในยุคนี้ ที่มีวิถีชีวิตที่ยึดติดแน่นโลกสื่อสารใบใหม่ หรือ"โลกคุยผ่านภาษาออนไลน์"ที่ได้เปลี่ยนโฉมหน้ารูปแบบการสนทนาของโลกในสังคมก่อนหน้านี้ เพียงแค่การพบปะแบบเผชิญหน้า

          เมื่อวินาทีนี้ เฟซบุ๊ค และทวิตเตอร์ ได้"ทลาย"กำแพงข้อจำกัดแห่งการสนทนา คือ สามารถบันดาลให้เราสามารถคุยกับทุกคนบนโลกนี้ได้ จนกล่าวได้กล่าว"โซเชียล มีเดีย"เหล่านี้ คือโลกใบใหม่ที่ผุ้คนได้เดินปะปนกันอย่างขวักไขว่และคึกคัก ในทุกชม.ยามที่ผู้คนได้ข้องเกี่ยวตลอด 24 ชม.ของแต่ละวัน

ทว่า "เฟซบุ๊ค"และ"ทวิตเตอร์"ก็มีทั้ง"ด้านดี"และด้านร้าย"ขึ้นอยู่กับการใช้ของแต่ละบุคคล เพราะแต่ละคนต่างก็ใช้เฟซบุ๊คในรูปแบบที่แตกต่างกัน ทั้งเหมาะสมและไม่เหมาะสม บนพื้นฐานความต้องการแสดงออกของบุคคลนั้น ๆ โดยเฉพาะการใช้"เฟซบุ๊คตัวเอง"เป็นเครื่องมือแสดงการระบายความรู้สึกและอารมณ์ตัวเองเป็นหลักใหญ่ รวมทั้งพฤติกรรมต่าง ๆ นานา

สิ่งเหล่านี้กระทำอยู่บนท่ามกลางผู้คน หรือ"เพื่อน"ในเฟซบุ๊คของเราเอง ที่กำลังมองเราอยู่ ในทุกวินาทีที่เรา"โพสต์ข้อความใหม่ๆ"ลงไปทุกครั้งด้วยและด้วยเหตุผลนี้ จึงมีคำถามตามมาว่า เราจะใช้เฟซบุ๊ค หรือเครือข่ายชุมชนออนไลน์อย่างไรให้เหมาะสม

แน่นอน ในประเด็นนี้ มีทัศนะของผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ หรือกูรูระดับอินเตอร์บางรายได้ออกมาแนะนำ หลักการใช้เฟซบุ๊ค ที่อาจเรียกว่าเป็น"บัญญติ 4 ประการ ถึง สิ่งที่ควรทำ และไม่ควรทำ"กับโลกใบใหม่แห่งการสื่อสาร"ของเรา

4.สิ่งที่ควรทำ

1.ต้องรู้จัก"รับฟัง"ผู้อื่น เท่ากับ"การพูด"ของเรา

ในโลกโซเชี่ยล มีเดีย นั้น เป็นเรื่องของการเกี่ยวข้องและการเรียนรู้"ซึ่งกันและกัน"นั่นหมายถึง เราจะต้อง"เรียนรู้"ว่า ผู้อื่นคิดอยางไร และกำลังพูดเรื่องอะไร ขณะที่การปฎิสัมพันธ์ในเฟซบุ๊ค ควรดำเนินไปอย่างเท่าเทียมกัน เช่น หากเราเอาแต่"พูด"หรือบ่นแต่เรื่องของเรา ให้คนอื่น ๆ ฟัง เราก็จะไม่ให้รู้จักโลกของเฟซบุ๊ก หรือชุมชนออนไลน์ อย่างแท้จริง แต่ในทางกลับกัน หากเรา เรียนรู้ที่จะ"รับฟัง"เรื่องชาวบ้าน หรือฟัง และ"เกี่ยวพัน"กับผู้อื่น เช่นคลิกไลค์ หรือแสดงความเห็น เราก็จะได้รับประโยชน์ จาก"บทสนทนา"ในเฟซบุ๊คอย่างมาก

ซึ่งแน่นอนว่า เราอาจต้องมองและทบทวนตัวเองว่า เราเอาแต่"แอด"รับเพื่อน"(เยอะๆ) เพื่อแสดงออกแต่ความรู้สึกของเรา ทำให้คนอื่นเอาแต่"ฟังเรา" โดยไม่เคยสนใจโพสต์ของ"เพื่อนๆ" นั่นคือ"รับฟัง"และ"แสดงทัศนะ"ต่อความคิดคนอื่นเลยหรือไม่
2.ต้อง"โพสต์แต่"เรื่องจริง"

การโพสต์เรื่องที่เป็นความจริงจะทำให้เราเป็น"เพื่อน"ที่มีความเชื่อถือในสายตาของเพื่อน ๆ ของเราในเฟซบุ๊ค ส่วนการทวีตข้อความ ควรจะทวีตข้อความที่มาจากตัวเราเองเป็นหลัก เพราะจะทำให้ผู้อื่นกล้าที่สนทนาด้วย หรือหากมีเวลาจำกัด ก็ควรทวีตหรือรีทวีตข้อความไม่ต้องบ่อยอย่างพร่ำเพรื่อ เพราะการโพสต์เรื่องที่เป็นจริงจะทำให้เราได้รับการตอบรับหรือการตอบโต้จากเพื่อน ๆ ได้อย่างดี รวมทั้งการทวีตข้อความเอง ก็จะทำให้ผู้คนรู้สึกได้สัมผัส"ตัวตนแท้จริง"ของเราด้วย

3.ต้อง"ทบทวนให้ถี่ถ้วน"ก่อนจะ"ส่งข้อความ"

อย่างแรกบางทีเราอาจจะโพสต์ข้อความบ่อยมาก โดยไม่ได้อ่านทบทวน จนติดเป็นนิสัย ทำให้เกิดการโพสต์คำผิด ๆ บ่อย ๆ ซึ่งนั่นจะทำให้ผู้ใช้คนอื่น ๆ รู้สึกว่าเราเป็นคนชุ่ย เพราะโลกที่เราสื่อสารอยู่นั้น ไม่ใช่โลกส่วนตัว แต่เป็นโลกส่วนรวม

อีกประการที่สำคัญมาก พยายามหลีกเลี่ยงการโพสต์ข้อความขณะมี"อารมณ์หงุดหงิด"เพราะนั่นจะทำให้เราโพสต์ข้อความอย่างหุนหันพลันแล่น ไม่รอบคอบ ซึ่งจะทำให้ภาพลักษณ์เราดูแย่ในสายตาคนอื่น แม้กระทั่งเพื่อนสนิทของเรา จงจำไว้ว่า อะไรก็ตามที่เราโพสต์ไปแล้ว มันจะกลายเป็นสิ่งติดตัวเราไปตลอด และหากเราโพสต์สิ่งใดอย่างชุ่ย ๆ เราอาจต้องรับผิดชอบกับความผิดพลาดนั้น ๆ

4.รู้จักหลักมารยาท

เป็นเรื่องสำคัญที่เราจะต้องเข้าใจถึงการใช้ภาษา และหลักธรรมเนียม ของการสื่อสาร ในแต่ละแบบ เช่น ในทวิตเตอร์ อย่านำเอาข้อความของคนอื่นมาทวีตโดยไม่ให้เครดิตเขาอย่างเหมาะสม หรือในเฟซบุ๊ค จงรู้จักมารยาทในการสื่อสาร และจงสุภาพ เมื่อใดก็ตามที่เราสะท้อนทัศนะออกไป สิ่งนั้นจะบอกถึงตัวตนของเรา รวมทั้งเรื่องงานหรืออาชีพของเรา รวมทั้งหากเราไม่เห็นด้วยกับทัศนะของเพื่อนคนอื่น จงพยายามปฎิเสธ หรือใช้ภาษาอย่างสุภาพ และไม่ใช่ถ้อยคำหยาบคาย เพราะสิ่งนั้นจะทำให้เราถูกมองว่า"ขาดวุฒิภาวะ"หรือ"ความเป็นคนที่มีความคิด มีการศึกษา และเจริญแล้ว"
4 สิ่งที่ไม่ควรปฎิบัติ

1.สื่อออนไลน์"ย่อมไม่ใช่พื้นที่ส่วนตัว"เสมอไป

จงอย่าคิดผิดๆว่า"เฟซบุ๊ค"หรือสื่อออนไลน์"ที่เราใช้ เป็นพื้นที่ส่วนตัว หรือเป็น"บ้านเราเอง"เสมอไป และเราสามารถทำอะไร ๆ กับมันก็ได้ เพราะจริงๆ แล้ว สื่อเหล่านี้ก็เปรียบเสมือน"เส้นถนนคู่ขนาน" ที่อีกด้านยังเป็นสื่อสาธารณะ ที่สื่อถึงกันอย่างกว้างขวางมากมาย ฉะนั้น จงอย่าเขียนสิ่งใดที่"ไม่ดี"หรือ"แย่ๆ"ที่อาจกลายเป็นกระแสข่าวในโลกออนไลน์ อื่น ๆ หรือกลายเป็นข่าวฉาวในหน้าหนังสือพิมพ์

จริงอยู่ เฟซบุ๊ค หรือทวิตเตอร์ อาจเป็นพื้นที่ส่วนตัวของเรา ทว่าในความเป็นจริง เป็นเรื่องเสี่ยงมากหากเราเที่ยวโพสต์สิ่งใด ที่จะถูกนำไป"ส่งต่อ"หรือ"อ้างอิง"อย่างไม่ดี ซึ่งนั่นจะกลายเป็นศรย้อนมาทำร้ายเราอย่างคาดไม่ถึง

2.อย่าเที่ยว"แชร์"สิ่งที่เรารู้ไม่จริง

เราพึงควรระมัดระวังในการโพสต์หรือรีทวีตข้อความที่มีลักษณะเป็น"ข่าวลือ"หรือสิ่งที่ไม่มีการรายงานอ้างยืนยัน ฉะนั้น เราจึงควรพิจารณาเรื่องดังกล่าวให้รอบคอบก่อนโพสต์หรือรายงาน จงอย่าลืมว่า คนอื่น ๆ ที่มีสถานะต่าง ๆ เช่น เพื่อน หุ้นส่วน นายจ้าง ลูกจ้าง หรือผู้ลงทุน กำลังมองดูเราอยู่ และเราจะสูญเสียเครดิต จากเล็ก ๆ น้อย ๆ ถึงระดับใหญ่โต หากเราโพสต์ข้อความหรือสิ่งใด ๆ ที่ปรากฎว่า"ไม่เป็นเรื่องจริง"

3.จงอย่าเปิดเผยข้อมูลลับของ"ตัวเอง-อาชีพของเรา"

การกระทำเช่นนี้จะทำให้ผู้อื่นสามารถนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้ประโยชน์ หรือแชร์ไปทั่วโลกออนไลน์ นั่นจะทำให้ความลับไม่เป็นความลับอีกต่อไป นอกจากนี้ ในบางสังคมยังถือว่า ข้อความของเฟซบุ๊ค ถือเป็นสิ่งที่สามารถใช้เป็น"หลักฐาน"ได้ (หรือแม้แต่นำไปใช้ในการฟ้องร้อง) ฉะนั้น จะต้องรอบคอบอย่างมากในข้อห้ามนี้

4.อย่าโพสต์ข้อความในสิ่งยังไม่เกิดขึ้น

จงโพสต์ข้อความในเวลา ณ ปัจจุบัน ขณะนั้น หรือโพสต์ในเวลา"เรียล ไทมส์" เพราะมันเป็นการโพสต์บนพื้นฐานความจริงที่เกิดขึ้นแล้ว เพราะการโพสต์สิ่งล่วงหน้าที่ยังไม่เกิดขึ้นจะทำให้ผู้คนคาดหวัง และผิดหวังหากผลลัพธ์ออกมาไม่ได้เป็นอย่างที่เราคุยหรืออ้างไว้ จงจำไว้ว่า ในทุกระดับหน้าที่การงานที่คุณเป็นอยู่ เป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องเข้าใจถึงวิธีการสื่อที่เหมาะสม ด้วย"สารที่เหมาะสม"

************************
ที่มา http://www.ampus.sanook.com/1374317/

8 อาชีพที่สามารถ ทำงานได้อย่างเสรีใน 10 ประเทศอาเซียน

            ผลจากการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 9 ณ เกาะบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย ได้กำหนดให้จัดทำข้อตกลงยอมรับร่วมกัน (Mutual Recognition Arrangements : MRAs) ด้าน คุณสมบัติในสาขาวิชาชีพหลัก เพื่ออำนวยความสะดวกในการเคลื่อนย้ายนักวิชาชีพ หรือแรงงานเชี่ยวชาญ หรือผู้มีความสามารถพิเศษของอาเซียนได้อย่างเสรี ด้านคุณสมบัติในสาขาอาชีพหลัก เพื่ออำนวยความสะดวกในการเคลื่อนย้าย นักวิชาชีพ แรงงานเชี่ยวชาญ หรือผู้มีความสามารถพิเศษได้อย่างเสรี ข้อตกลงเรื่องการเคลื่อนย้ายแรงงาน ฝีมือไปทำงานในประเทศกลุ่มอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ ได้อย่างเสรี ได้กำหนดครอบคลุม 8 อาชีพ และก็มีข่าวว่าอาจจะมีการเพิ่มจำนวนอาชีพขึ้นมาอีกในลำดับถัดไป สำหรับ 8 อาชีพที่มีข้อตกลงกันแล้วให้สามารถเคลื่อนย้ายไปทำงานได้อย่างเสรี ได้แก่

            -  อาชีพวิศวกร  (Engineering Services)
            -  อาชีพพยาบาล  (Nursing Services)
            -  อาชีพสถาปนิก  (Architectural Services)
            -  อาชีพการสารวจ  (Surveying Qualifications)         
            -  อาชีพนักบัญชี  (Accountancy Services)
            -  อาชีพทันตแพทย์  (Dental Practitioners)
            -  อาชีพแพทย์  (Medical Practitioners)
            -  อาชีพการบริการ/การท่องเที่ยว  (Tourism)


            และการเคลื่อนย้ายแรงงานฝีมือเสรีในกลุ่ม 8 อาชีพนั้น มีผลดีต่อไทยไม่น้อย เพราะในภาพรวม สถาบันการศึกษา ระดับอุดมศึกษาในไทยมีศักยภาพในด้านการผลิตบุคลากรในสายวิชาชีพทั้ง 8 ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูง ซึ่งทำ ให้ผู้จบ การศึกษาในสายวิชาชีพทั้ง 8 ตั้งแต่ระดับปริญญาตรีจนถึงปริญญาเอกมีตลาดงานที่เปิดกว้างมากขึ้น
            จากเดิมที่ตลาดมีแค่การให้บริการประชาชน 63 ล้านคน เป็นตลาดของประชาชนร่วม 600 ล้านคนใน 10 ประเทศ อาเซียน นอกจากนั้น ประเทศเหล่านี้รวมทั้งไทยอยู่ในทิศทางที่กำลังเติบโตทางด้านเศรษฐกิจทั้ง สิ้น เร็วบ้าง ช้าบ้าง และโดย ภาพรวมคุณภาพของผู้จบวิชาชีพทั้ง 8 ในไทยก็สูงอยู่ในระดับแถวหน้าของประเทศอาเซียน ทำให้โอกาสในการหางานมีสูง
            ในขณะที่คนไทยสามารถไปทำงานในประเทศอาเซียนได้อย่างเสรีนั้น สภาวิชาชีพ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการดูแล มาตรฐานของอาชีพทั้ง 8 นั้น คงต้องมีการดำเนินการอย่างเข้มแข็งรัดกุมเป็นอย่างมาก เพื่อรักษามาตรฐานของผู้จบวิชาชีพ ในสาขาอาชีพนั้นๆ ในไทยให้คงเดิม หรือยกระดับให้สูงขึ้นไปอีกป้องกันมิให้เกิดการอ่อนด้อยในเรื่องมาตรฐานของ องค์กรในการผลิตคน บางแห่งที่อาจใช้โอกาสนี้เพิ่มรายได้ในการเร่งผลิตคนในวิชาชีพเหล่านั้น จำนวนมากเพื่อตอบสนอง ตลาดที่ใหญ่ขึ้น มิฉะนั้นอาจส่งผลกระทบทางลบโดยรวมอีกปัญหาที่อาจะตามมาอีกอย่างคือ บางวิชาชีพไทยเริ่มจะเข้าสู่วิกฤตการขาดแคลนอาจารย์ เช่น ทันตแพทย์ ถ้าแก้ปัญหาไม่ ทันท่วงทีในเวลาอีกสามถึงห้าปีข้างหน้า ไทยจะมีปัญหาเรื่องการสร้างบุคลากรรุ่นใหม่ในสายวิชาชีพทันตแพทย์อย่างแน่นอน      
            ขณะเดียวกัน ก็ต้องระวังดูแลในเรื่องมาตรฐานของคนจากประเทศต่างๆ ในอาเซียนที่เข้ามาประกอบอาชีพทั้ง 8 อาชีพ ในไทยด้วยเช่นกัน เพราะอาจจะมีผู้มาจากประเทศอื่นที่มาประกอบอาชีพในไทยมีปัญหาความอ่อนด้อยใน เรื่องมาตรฐาน ซึ่งถ้าดูแลไม่รอบคอบรัดกุม อาจก่อเกิดผลกระทบกับสังคมไทยในทางลบ และอาจส่งผลต่อปัญหาการประกอบอาชีพของ คนไทยเอง
            แต่ อย่างไรก็ตาม ในภาพรวม สังคมไทยกำลังเข้าสู่ภาวะสังคมผู้สูงอายุ จำนวนคนในวัยทำงานกำลังลดลงอย่างมีนัยสำคัญ มีข้อมูลว่าอีกประมาณสิบปี ข้างหน้า สัดส่วนคนในวัยทำงานจะต่ำกว่าประชากรผู้สูงอายุมาก นี่จะทำให้เกิดการขาดแคลน แรงงาน โดยเฉพาะแรงงานฝี มือในกลุ่มอาชีพทั้ง 8 นั้น ผู้ที่จบจากสายวิชาชีพดังกล่าวจะประกันได้ว่าไม่น่าจะมีใครที่ตกงาน เพราะมีตลาดใหญ่มากรองรับทั้งในไทย และในประเทศอาเซียน
            ข้อตกลงเคลื่อนย้ายแรงงานเสรีในกลุ่มประเทศอาเซียนทั้ง 8 อาชีพในปี 2015 (2558) แม้ จะเป็นโอกาสทองของคนไทยในสายวิชาชีพดังกล่าว แต่ก็มีจุดที่ต้องระวังอยู่ไม่น้อยเช่นกัน ทั้งในด้านการที่คนของเราไปทำงานบ้านเขา และการที่คนบ้านเขามาทำงานในบ้านเรา เพราะถ้าการระวังไม่รัดกุม โอกาสทองนั้นอาจพลิกเป็นวิกฤต และมีผลกระทบรุนแรงต่อบางสายวิชาชีพได้

**********************