วันอังคารที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ระวังหนอนไวรัสชื่อ Zimuse

 
           

            สำหรับหนอนไวรัส Zimuse นี้ ถ้าใครติดแล้ว อาจจะต้องใช้เวลาในการฝักตัวสักนิด (ขึ้นกับผู้เขียนไวรัสนี้)? บางสายพันธุ์อาจใช้เวลาในการฝักตัว 7, 10 หรือ 20 วัน? ซึ่งแน่นอน หลังจากฝักตัวหนอนไวรัสนี้ ก็จะเริ่มทำลาย MBR ในฮาร์ดดิสก์ทันที ดังนั้น ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่ใช้งานอินเตอร์เน็ต อีเมลอย่างหนักหน่วง หรือมีการติดต่อกับคนอื่นๆ โดยเฉพาะการใช้ Flash Drive ร่วมกัน?ย่อมมีโอกาสติดหนอนไวรัสนี้ได้อย่างมาก ทางที่ดีควรตรวจสอบไวรัสเสียแต่วันนี้  ด้วย Remove Tool จาก "Eset" หรือเรารู้จักกันในนาม NOD32 นั่นเอง

Remove Tool "ESET Ezimuse Remover"

  • สนใจ download Remove Tool "ESET Ezimuse Remover" ขนาดไฟล์เพียง 32.7 KB (เล็กมากๆ)

วิธีการใช้งาน ESET Ezimuse Remover

  1. download จากลิงค์ด้านบน จะได้ไฟล์ EZimuse_remover.exe
  2. แนะนำให้ปิดโปรแกรมอื่นๆ ก่อน (เพราะหลังจากรันโปรแกรมนี้ จะมีคำแนะนำให้ Restart Windows)
  3. ดับเบิลคลิกที่ไฟล์ เพียงสั่งรันโปรแกรม
  4. รอสักครู่ โปรแกรมจะเริ่มตรวจสอบ และกำจัดหนอนไวรัส Zimuse
  5. โปรแกรมจะแนะนำให้ Restart Windows โดยการใส่ "Y" เพียงยืนยัน
 *********************************************
ที่มา : http://www.it-guides.com/index.php/antivirus-a-security/virus-tips-news/1091-virus-worm-zimuse

วิธีดูแลรักษา Inkjet Printer ให้อยู่กับเรานาน ๆ


1. ดูแลหัวพิมพ์ของ printer ให้สะอาดอยู่เสมอ
การเอาใจใส่เรื่องการรักษาความสะอาดหัวพิมพ์ของ printer เป็นวิธีหนึ่งที่จะช่วยไม่ให้เกิดการอุดตันของหัวพิมพ์ได้ บ่อยครั้งที่มีน้ำหมึกบางส่วนตกค้างแล้วไหลไปจับกันเป็นคราบที่บริเวณส่วน ปลายของหัวพิมพ์ แล้วทำให้ ออกอาการแปลก ๆ หรือสีเพื้ยน วิธีแก้ไขอย่างง่ายคือ นำตลับหมึกออกมาจากprinterแล้วค่อย ๆ เช็คดทำความสะอาดบริเวณหัวพิมพ์ด้วย cotton buds ห้ามใช้กระดาษชำระและแอลกอฮอล์โดยเด็ดขาด จากนั้น นำตลับหมึกใส่เข้าไปในช่องของ printer แล้วดึงออกมา การรักษาความสะอาดของหัวพิมพ์อย่างสม่ำเสมอจะช่วยทำให้งานพิมพ์ให้ได้ปริมาณ มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเลยทีเดียว
2. ซื้อ Printer มาใช้ก็ใช้บ้าง
Printer ทุกตัวสามารถป้องกันปัญหางานพิมพ์ไม่ได้ดังใจด้วยการหมั่นใช้งานมันบ่อย ๆ หรืออย่างน้อยใช้ พิมพ์งานทั้งสีและขาว-ดำบ้าง เพราะจะช่วยป้องกันไม่ให้หมึกแห้งเป็นคราบติดอยู่ภายในท่อฉีดน้ำหมึก คำแนะนำคือ ควรเปิดเครื่อง printer สัปดาห์ละครั้ง เพื่อให้หัวพิมพ์ฉีดหมึกใหม่เข้าไปไล่หมึกเก่า ป้องกันปัญหาการอุดตันของหมึก

3. การเก็บรักษา Printer เมื่อไม่ได้ใช้งาน
ควรมีผ้าคลุมกันฝุ่น printer ไว้เพื่อป้องกันฝุ่นละอองไม่ให้เข้ามาในกลไล สำหรับ printer ที่มีหัวพิมพ์อยู่ที่ตัวเครื่อง จะต้องมีตลับหมึกติดอยู่ในเครื่องเสมอ ถึงแม้จะมีหมึกอยู่ไม่ก็ตาม เพราะการนำตลับออกจะเป็นการเปิดให้อากาศเข้าไปทำให้ท่อทางเดินน้ำหมึกแห้ง ส่วนประเภทที่หัวพิมพ์อยู่ในตลับหมึก ให้นำตลับหมึกออกมาไว้ในถุง Zip-lock หรือถุงพลาสติกแล้วปิดป้องกันไม่ให้อากาศเข้าไป

4. รักษาสุขภาพของ Printer ให้ดี
การหมั่นกำจัดเศษกระดาษและฝุ่นผงทั้งหลายด้วยการเป่าเศษผงและฝุนออกด้วย เครื่องเป่าลมธรรมดา ๆ (ไม่ใช่เครื่องเป่าผม) จะช่วยให้ Printer ของเราสามารถป้อนกระดาษได้อย่างไม่ติดขัด

5. อย่าให้หัวพิมพ์อุดตัน
หัวพิมพ์ประกอบด้วย nozzle ซึ่งเป็นท่อฉีดน้ำหมึก เมื่อเกิดการอุดตันจะทำงานพิมพ์ขาดความคมชัด หรือมีลายเส้น ๆ วิธีแก้ไขคือให้เรียกใช้โปรแกรมสำหรับตรวจสอบ และทำความสะอาดหัวพิมพ์ที่ติดตั้งมาพร้อมกับตอนที่เราติดตั้ง driver ซึ่งจะมีคำแนะนำขั้นตอนต่าง ๆ อยู่แล้ว

6. การทำความสะอาดลูกกลิ้งหมุนกระดาษ (Roller)
นำกระดาษหนา ๆ ที่สามารถซับน้ำได้ดี แล้วฉีดน้ำยาทำความสะอาดที่มีส่วนผสมของแอมโมเนียให้หมาด ๆ แล้วป้อนเข้าไปใน printer และ feed กระดาษออกมา ทำอย่างนี้ซ้ำ ๆ 2-3 ครั้ง แล้วจึงใช้กระดาษธรรมดาป้อนเข้าไปและ feed ออกมาเพื่อซับลูกกลิ้งหมุนกระดาษให้แห้ง เพียงเท่านี้ ก็จะช่วยล้างหมึกและสิ่งสกปรกที่ติดอยู่ได้แล้ว

7. ปิดเครื่องด้วย switch ของ printer ก่อนถอดปลั๊กไฟ
การปิดเครื่องด้วย switch ของ printer จะทำให้printerมีการทำความสะอาดหัวพิมพ์และเก็บตลับหมึกเข้าที่ก่อนตัดไฟ เข้าเครื่อง จึงเป็นการทำให้ printer ถูกปิดลงอย่างถูกต้อง การถอดปลั๊กไฟหรือปิด switch ปลั๊กไฟโดยไม่ปิดด้วย switch ของ printer จะทำให้เสียได้ง่าย

8. หมั่น update driver และ software ของprinterอยู่เสมอ
เพราะ software (รวมไปถึง driver) ใหม่ ๆ จะถูกปรับปรุงให้ดีขึ้นจาก version ก่อน ๆ และในบางครั้งก็มี features ใหม่ ๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งานอีกด้วย

9. ไม่ควรนำหมึกคุณภาพต่ำมาเติม
แน่นอนครับ ถึงจะพิมพ์งานออกมาได้จริง แต่จะทำให้ตลับหมึกอุดตันเร็วขึ้น และอาจทำให้หัวพิมพ์เสียหายอีกด้วย

10. ควรเปลี่ยนน้ำหมึก เมื่อมีการเตือนหมึกหมด
หลายคนยังฝืนที่จะพิมพ์ต่อ ถึงแม้ว่า driver ของ printer จะขึ้นเตือนว่าหมึกหมดแล้วก็ตาม กรณีหมึกสีหมด หากยังฝืนพิมพ์งาน ขาว-ดำต่อ แม้ว่าหมึกสีจะไม่ได้ใช้ แต่ความร้อนที่หัวพิมพ์ยังคงมีอยู่ ยิ่งเราฝืนพิมพ์ จะทำให้หัวพิมพ์มีความร้อนเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจทำให้เครื่องพิมพ์เสียหายได้
**************************************************
ที่มา : วารสาร Pantip Guide ฉบับที่ 55 http://www.pantipplaza.com

อาการของเครื่องที่ติดไวรัส

           สามารถสังเกตุการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ถ้ามีอาการดังต่อไปนี้อาจเป็นไปได้ว่าได้มีไวรัสเข้าไปติดอยู่ ในเครื่องแล้ว อาการที่ว่านั้นได้แก่

1.ใช้เวลานานผิดปกติในการเรียกโปรแกรมขึ้นมาทำงาน

2.ขนาดของโปรแกรมใหญ่ขึ้น 

3.วันเวลาของโปรแกรมเปลี่ยนไป 

4.ข้อความที่ปกติไม่ค่อยได้เห็นกลับถูกแสดงขึ้นมาบ่อ ย ๆ 

5.เกิดอักษรหรือข้อความประหลาดบนหน้าจอ 

6.เครื่องส่งเสียงออกทางลำโพงโดยไม่ได้เกิดจากโปรแกร มที่ใช้อยู่ 

7.แป้นพิมพ์ทำงานผิดปกติหรือไม่ทำงานเลย 

8.ขนาดของหน่วยความจำที่เหลือลดน้อยกว่าปกติ โดยหาเหตุผลไม่ได้ 

9.ไฟล์แสดงสถานะการทำงานของดิสก์ติดค้างนานกว่าที่เคยเป็น

10.ไฟล์ข้อมูลหรือโปรแกรมที่เคยใช้อยู่ ๆ ก็หายไป 

11.เครื่องทำงานช้าลง 

12.เครื่องบูตตัวเองโดยไม่ได้สั่ง 

13.ระบบหยุดทำงานโดยไม่ทราบสาเหตุ

14.มีการรายงานว่าจำนวนเซกเตอร์ที่เสียมีจำนวน เพิ่มขึ้นกว่าแต่ก่อนโดยที่ ยังไม่ได้ใช้โปรแกรมใดเข้าไปตรวจหาเลย

*********************************************

เปิดใช้งานคอมฯ ความเร็วสูงด้วย ReadyBoost

                     เพื่อนๆ ที่ใช้ Windows 7 อยู่ตอนนี้ คงจะเคยได้ยินแนวคิดใหม่ในการเพิ่มหน่วยความจำให้กับระบบที่เรียกว่า ReadyBoost ซึ่งวิธีนี้จะนำเอา Flash Drive มาเพิ่มประสิทธิภาพคอมพิวเตอร์ให้เร็วขึ้น…เหตุผลที่ ReadyBoost สามารถเพิ่มสมรรถนะการทำงานให้กับระบบได้ก็เนื่องจาก Windows 7 จะดึงข้อมูลที่เก็บไว้ใน Flash Drive ได้เร็วกว่าบนฮาร์ดดิสก์ผลลัพธ์จึงทำให้การตอบสนองการทำงานของคอมพิวเตอร์ เร็วขึ้น และประกอบกับการใช้เทคโนโลยี SuperFetch ด้วยยิ่งทำให้ระบบสามารถตอบสนองการทำงานได้เร็วยิ่งขึ้นไปอีกครับ…การเซ็ต อัพ Flash Drive ให้ใช้เทคโนโลยี ReadyBoost ได้มีดังนี้

1. เสียบ Flash Drive เข้ากับคอมพิวเตอร์ของเรา


2. ที่หน้าจอคอมพ์จะมีหน้าต่างแบบนี้แสดงออกมาครับ ให้เลือกที่ Speed up my system
3. ไปที่แท็ป ReadyBoost แล้วเลือก Use this Device.
4. แล้วรอสักพักครับระบบกำลังคำนวนพื้นที่บน Flash Drive ของเรา
              พอทุกอย่างเรียบร้อยเราจะพบไฟล์นี้บน Flash Drive ของเรา ซึ่งมันจะคอยบริหารพื้นที่บน Flash Drive ให้เป็นแคชข้อมูลเสมือนแรมที่สองบนคอมพ์ของเรา ซึ่งจะมีประโยชน์ในการเรียกใช้โปรแกรมต่างๆ ขนาดใหญ่ๆ และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการโหลดเกมที่ทำให้ต่อเนื่องมากขึ้น งานตัดต่อภาพ หนัง หรือเพลง ลื่นไหลมากขึ้น
*************************************************

เพิ่มประสิทธิภาพวินโดว์ให้ทำงานได้เร็วขี้นด้วย SlimCleaner

                 
                    โปรแกรมทำความสะอาดและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของวินโดว์ ให้ทำงานได้เร็วขึ้น อัพเดท SlimCleaner โปรแกรมสำหรับการกำจัดไฟล์ขยะในไดฟ์ของคุณ ความสามารถหลัก ๆ ของโปรแกรมคือสแกนค้นหาไฟล์ขยะและกำจัดไฟล์ขยะเหล่านั้นออกจากเครื่องเพื่อ เพิ่มพื้นที่สำหรับการเก็บไฟล์ที่จำเป็นได้มากขึ้นอีกทั้งยังรวมถึงการปรับ แต่งหรือ Optimized วินโดว์ให้ทำงานได้มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงานและประมวลผลได้เร็วขึ้น สำหรับส่วนของหน้าจอโปรแกรมถูกออกแบบและพัฒนาออกมาเพื่อให้ใช้งานง่ายเมนู หน้าจอแบ่งเป็นสัดส่วนง่ายต่อการใช้งานอยากได้โปรแกรมเพิ่มประสิทธิภาพให้ กับคอมพิวเตอร์ของคุณฟรี ๆ ดาวน์โหลดไปลองกันได้เลย
                   SlimCleaner ซอฟต์แวร์ หรือโปรแกรมที่ได้รับความนิยมกันทั่วโลกอีกโปรแกรมหนึ่ง ที่ช่วยในการเพิ่มประสิทธิภาพและทำความสะอาดลบไฟล์ขยะในวินโดว์ของคุณ โปรแกรมนี้มีการพัฒนาอย่างสม่ำเสมอและได้นำเอาเทคโนโลยีใหม่มาประยุกต์ใช้ใน ซอฟต์แวร์


ที่มา: computerfc.com

ความเชื่อให้เอาซิลิโคนปิดคีย์บอร์ดเพื่อป้องกันฝุ่นลอดเข้าเครื่อง


             หนึ่งในบรรดาของแถมหลายสิบรายการที่เราได้มาเมื่อซื้อโน้ตบุ๊กนั้นจะมีแผ่น ซิลิโคนปิดหน้าคีย์บอร์ดรวมอยู่ในนั้นด้วย ซึ่งหลายๆ คนเองก็หวังว่าแผ่นซิลิโคนจะป้องกันฝุ่นเข้าสู่เครื่องได้ แต่หารู้ไม่ว่าแผ่นซิลิโคนนั้นก่อผลเสียมากกว่าผลดี ซึ่งหลายๆ คนอาจจะแย้งว่ามันป้องกันฝุ่นเข้าเครื่องผ่านทางช่องว่างของคีย์บอร์ดได้แต่ หารู้ไม่ว่าฝุ่นนั้นไม่ได้เข้าทางร่องคีย์บอร์ดอย่างเดียว ขอแค่มีช่องว่างเท่านั้น ฝุ่นก็สามารถเข้าสู่เครื่องได้แล้ว
ส่วนข้อเสียของการเลือกใช้แผ่นซิลิโคนมีอะไรบ้าง? หลายๆ คนอาจจะนึกไม่ถึงแต่ทางทีมงานรวบรวมมาให้แล้วดังนี้
  • ทำให้ระบายความร้อนได้แย่ลง : หลายๆ คนอาจจะคิดว่าช่องระบายความร้อนที่ติดตั้งมาให้ในโน้ตบุ๊กก็น่าจะเพียงพอ แล้ว แต่อันที่จริงต้องเข้าใจว่าธรรมชาติของอากาศร้อนนั้นจะลอยขึ้นที่สูงแล้วการ นำแผ่นซิลิโคนมาปิดไว้เหนือแป้นคีย์บอร์ดจะทำให้ความร้อนติดอยู่ที่แผ่นซิลิ โคนและย้อนกลับเข้าไปในเครื่อง ทำให้ตัวเครื่องเกิดความร้อนสูงขึ้นและเสื่อมสภาพเร็วขึ้น

  • ซิลิโคนเกิดการละลายแล้วสร้างความสกปรก : จากข้อที่แล้วระหว่างใช้งานไปแล้วโน้ตบุ๊กเกิดความร้อนขึ้น ทำให้ซิลิโคนละลาย เวลาเราพับหน้าจอให้ยางซิลิโคนปิดอยู่เหนือคีย์บอร์ดเช่นนั้นก็จะทำให้หน้า จอเกิดรอยได้ง่าย และหากซิลิโคนละลายก็จะทำให้เกิดรอยคราบยางซิลิโคนที่ละลายติดที่หน้าจอ ก่อทั้งความสกปรกและเช็ดไม่ออกอีกด้วย

  • แผ่นซิลิโคนกลายเป็นตัวดักจับฝุ่นเสียเอง : เนื่องด้วยคุณสมบัติของยางที่มีความยืดหยุ่นและเหนียว ทำให้เวลาฝุ่นจับแล้วก็จะเกิดเป็นขุยขึ้นที่หน้าแผ่นยางเสียเอง
*************************************************

ที่มา: group.wunjun.com/zoneitzeed/topic/511504-28

ความเชื่อนำผ้าหรือซอฟต์เคสมารองใต้โน้ตบุ๊กป้องกันรอย


             
                 หลายๆ คนอาจจะกลัวโน้ตบุ๊กของตัวเองมีรอยขีดข่วนแล้วเครื่องโทรม ดูเก่าเร็วเลยหาผ้ามารองใต้โน้ตบุ๊กเพื่อลดโอกาสเกิดรอยขีดข่วนขึ้นมาได้ แต่หารู้ไม่ว่านี่ก็เป็นอีกทางหนึ่งที่จะทำให้โน้ตบุ๊กเกิดควาเสียหายได้ ง่ายขึ้นอีกทางหนึ่งเช่นกัน โดยกรณีการนำผ้ามารองใต้โน้ตบุ๊กหรือนำโน้ตบุ๊กไปเล่นบนเตียงนอนโดยวางโน้ต บุ๊กราบไปกับพื้นที่นอนนั้นจะทำให้เส้นใยผ้าหลุดเข้าไปในระบบรับลมเข้า เครื่องเพื่อระบายความร้อนแล้วไปติดอยู่ที่แกนใบพัดของพัดลมทำให้พัดลมเกิด ความเสียหายได้ นอกจากนี้ยังปิดช่องระบายอากาศใต้เครื่องไปมากจนทำให้ระบบระบายอากาศทำงาน ได้ไม่เต็มประสิทธิภาพการที่ระบบระบายความร้อนของโน้ตบุ๊กจะสามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ นั้น คือการตั้งเครื่องเอาไว้บนพื้นราบที่ไม่มีอะไรรองเอาไว้เลย หรือจะให้ดีคือตั้งเอาไว้บน Cooling Pad หรือแท่นรองโน้ตบุ๊กที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อใช้งานร่วมกับโน้ตบุ๊กจะทำให้ ระบบระบายความร้อนสามารถทำงานได้ดียิ่งขึ้น แต่ถ้าผู้ใช้คนไหนต้องการนำโน้ตบุ๊กไปใช้งานบนเตียงนอนจริงๆ ก็ควรหา Cooling Pad หรือโต๊ะสำหรับตั้งโน้ตบุ๊กบนเตียงที่ได้รับการออกแบบมาเป็นพิเศษจะดีกว่านำ โน้ตบุ๊กไปตั้งบนเตียงนอนโดยตรง

                 จะเห็นได้ว่าความเข้าใจเรื่องการ ถนอมรักษาโน้ตบุ๊กในอดีตและความเข้าใจบางส่วนนั้นนำมาใช้ในปัจจุบันได้ไม่ กี่ส่วนเพราะโน้ตบุ๊กในปัจจุบันได้รับการพัฒนาเพื่อกลบข้อด้อยในอดีตไปมากจน สามารถใช้งานได้สะดวกยิ่งกว่าเดิมหลายเท่าอีกด้วย
*********************************************
ที่มา: group.wunjun.com/zoneitzeed/topic/511504-28

5 วิธีง่ายๆ เพิ่มชั่วโมงการทำงานของโน้ตบุ๊ตบนแบตเตอรี่


1.ใช้ Windows Power Manager

วิธีพื้นฐานคลาสสิคยิ่งนัก โดยเจ้า Windows Power Manager นั้นจะมีติดตั้งมาให้บนโน้ตบุ๊คทุกตัว(ที่ใช้ Windows) โดยวิธีที่ง่ายที่สุดที่ไม่ต้องปรับแต่งอะไรเลยก็คือเลือกปรับให้มันเป็น Power Saver นั่นเอง แต่ระดับสมาชิก NBS คงไม่ทำอะไรง่ายๆ ใช้ไหมละครับ ซึ่งมันก็มีวิธีแอดวานซ์กว่านั้น ก็คือให้สังเกตเครื่องหมายรูปถ่านที่ Task Bar > คลิกซ้าย เลือก More Power Option > Change Plan Setting > Change  Advance Power Option ที่นี้มันก็จะขึ้นหน้าต่าง Power Option มาเลยละครับ ให้ท่านปรับได้สะดวกโยธินหลากหลายหัวข้อตามใจท่านเลยครับ (แนะนำให้ท่านศึกษาหัวข้อนั้นๆ ดูด้วยนะครับว่าหมายถึงอะไร) โดยหัวข้อที่ผมแนะนำให้ปรับถ้าต้องการใช้แบตเตอรี่โน้ตบุ๊คนานๆ ก็จะ Processor ให้ Maximize อยู่ที่ราวๆ 50% ก็จะช่วยประหยัดไฟได้พอสมควร 

2.บล๊อกแฟลชโฆษณาต่างๆ และปิดโปรแกรมที่ไม่จำเป็น

อีกหนึ่งหนทางง่ายๆ ในการเซฟพลังงานของแบตเตอรี่โน้ตบุ๊คที่หลายๆ ท่านอาจจะคาดไม่ถึง ก็คือการบล๊อกแฟลชโฆษณาต่างๆ และปิดโปรแกรมที่ไม่จำเป็น ซึ่งก็จะช่วยลดพลังงานในการการถึงฮาร์ดดิสก์ ใช้งานแรมน้อยลง และลดภาระงานของซีพียู ซึ่งนั่นส่งผลโดยตรงต่อระยะการใช้งานของแบตเตอรี่เลยละครับ
โดยมาก เว็ปไซด์ที่ใช้แฟลชเป็นหลักจะช่วยเพิ่มความน่าสนใจได้มากทีเดียว แต่ก็ต้องแลกมาด้วยการบริโภคทรัพยยากร(โดยเฉพาะซีพียู)ที่สูงขึ้น แน่นอนมันก็ต้องส่งผลต่อแบตเตอรี่ที่ลดฮวบฮาบ การที่จะช่วยท่านเซฟพลังงานนั่นก็คือ โปรแกรม Flash-blocking หรือส่วนเสริมต่างๆ สำหรับบราวเซอร์ที่ท่านใช้งานเป็นประจำ และหนึ่งในโปรแกรมที่ได้รับความนิยมก็จะเป็น Ad Block ที่สามารถใช้เป็นส่วนขยายกับ Firefox, Safari และ Chrome ได้
3.ปิด (Disable) Wireless / Bluetooth

Wireless / Bluetooth นั้นจะถูกตั้งค่าเริ่มต้น หรือ Default ให้เปิดไว้โดยอัตโนมัติอยู่แล้ว แต่ในบางเวลาที่เราไม่จำเป็นตังใช้ ก็ปิดมันเสียโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ Bluetooth ที่เชื่อได้เลยว่าหลายๆ ท่านคงใช้มันในแบบนับครั้งได้เลยละครับ
เช่นเดียวกันกับ Wireless ในบ้างครั้งถ้าเราเอาออกไปทำงานข้างนอกและไม่ได้เชื่อมต่อ Wi-Fi เราก็ปิดการใช้งานของมันซะ เพราะการที่เปิดไว้เฉยๆ เจ้า Wireless มันก็จะค้นหา Network ให้เราอัตโนมัติถึงแม้เราจะไม่ใช้งานมัน ดังนั้นถ้าปิดไปซะก็จะช่วยประหยัดแบตเตอรี่ได้มากกว่าแน่นอน
4.ลดความสว่างของหน้าจอ

ลดความสว่างของหน้าจอเป็นหนึ่งในวิธี ที่เมื่อเราสลับใช้งานโน้ตบุ๊คบนแบตเตอรี่ ตัวโน้ตบุ๊คก็จะลดระดับแสงสว่างหน้าจอลงอัตโนมัติ (แต่ในบางเครื่องจะไม่ได้ตั้งค่าไว้) ซึ่งวิธีปรับความสว่างลดลงก็ง่ายแสนง่าย ด้วยปุ่มฟังก์ชั่นคีย์ (Fn) บนแป้นโน้ตบุ๊คที่มีอบู่แล้วบนโน้ตบุ๊คแทบจะทุกตัว ซึ่งแน่นอนระดับแสงว่างของหน้าจอต่ำสุด และสูงสุดนั้นจะมีการบริโภคแบตเตอรี่ที่แตกต่างกันอย่างมีนัยยะสำคัญที่มี ความแตกต่างถึง 10 Watts (อ้างอิงจาก Notebookchek) หรืออย่างน้อยๆ ถ้าปรับความสว่างต่ำสุดไม่ได้จริงๆ แต่ปรับลดลงมานิดหน่อยก็ช่วยในเบื้องต้นมากแล้ว

5.ใช้ Virtual Drive แทน DVD Drive จริงๆ

การใช้ DVD Drive ในเครื่องนั้นจะบริโภคพลังงานภายในแบตเตอรี่บ้างเล็กน้อย เพราะการใช้งาน DVD Drive นั้นจำเป็นต้องใช้การหมุนของมอเตอร์เพื่อนอ่านแผ่น ดังนั้นถ้าหลีกเลี่ยงการใช้ Drive DVD ได้ มันก็จะช่วยให้คุณใช้งานโน้ตบุ๊คบนแบตเตอรี่ได้นานขึ้น ซึ่งถ้าคุณหันไปใช้การแบ็คอัพไฟล์ไว้ใน Hard drive หรือ USB Flashdrive จะช่วยประหยัดไฟได้มากกว่า
แต่อย่างไรก็ดีหลายๆ ท่านก็เลือกที่จะใช้ DVD Drive ในการดูหนังระหว่างเดินทางท่องเที่ยว ทั้งบนรถ หรือบนเครื่องบิน ซึ่งนั่นก็สามารถหลีกเลี่ยงได้ด้วยการใช้ Virtual Drive โดย Virtual Drive หลายๆ ท่านคงต้องรู้จักกันอยู่แล้วในฐานะของการจำลองไดร์ฟ DVD เอาไว้ในเครื่อง โดยที่ไม่จำเป็นต้องใช้ DVD Drive จริงๆ แต่จะสำรองไฟล์เอาไว้ใช้งานบนฮาร์ดดิสก์ หรือ USB แทนซึ่งจะช่วยประหยัดแบตเตอรี่ได้ โดยโปรแกรม Virtual Drive ที่ดาวน์โหลดได้ฟรี และได้รับความนิยมที่คอไอทีมักเลือกใช้ก็จะมี Daemon Tools เป็นต้น
**************************************************
 ที่มา: notebookspec.com

เลือกซื้อแบตสํารองสำหรับใช้งานกับสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ต ต้องดูอะไรบ้าง


ทำความเข้าใจกับแบตเตอรี่สำรองกันก่อน

ก่อนอื่นมาทำความเข้าใจกับแบตเตอรี่สำรองกันสักเล็กน้อยก่อนนะครับ สำหรับแบตเตอรี่สำรองที่พบเห็นกันได้ในประเทศไทยนั้น ก็จะจำแนกได้หลากหลายรูปแบบ 

1.แบตเตอรี่สำรองคุณภาพสูง และราคาสูง โดยแบตเตอรี่สำรองจำพวกนี้ส่วนใหญ่จะเป็นแบรนด์ผู้ผลิตที่มีชื่อเสียง และเลือกที่จะใช้ใส้ในที่มีคุณภาพดี อย่างเช่น Panasonic , Sanyo , Sony เป็นต้น

2.แบตสำรองคุณภาพปานกลางราคาไม่แพง แบตสำรองจำพวกนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าที่มีคุณภาพพอสมควร ซึ่งก็ได้รับความนิยมค่อนข้างสูงมาก เพราะมีระดับราคาที่ข้างคุ้มค่า และปลอดภัยพอสมควร จำพวก Yoobao เป็นต้น

3.แบตเตอรี่สำรองราคาถูก โดยส่วนใหญ่แบตเตอรี่สำรองจำพวกนี้ จะเป็นแบตเตอรี่สำรองที่มีสีสันจัดจ้านแบบเวอร์ๆ หรือในบางรายก็เป็นรูปการ์ตูนต่างๆ ดูน่าซื้อ ซึ่งมีราคาถูกมากในหลักร้อยบาทเท่านั้น ซึ่งแบตเตอรี่สำรองจำพวกนี้ค่อนข้างน่ากลัว เพราะนอกจากจะให้ความมั่นใจในการใช้งานไม่ได้แล้ว ยังสามารถส่งผลเสียต่อสมาร์ทโฟนราคาแพงของท่านได้อีกด้วยครับ

แบตเตอรี่สำรองจะมีค่าสูญเสียพลังงานอยู่ที่ 20-30%

นอกจากที่จะดูเรื่องรูปแบบของแบตเตอรี่สำรองแล้ว ก็ยังมีเรื่องที่ต้องทำ ความเข้าใจอีกหนึ่งเรื่องคือ ในเรื่องของความจุแบตเตอรี่สำรองที่เชื่อว่าหลายๆ ท่านยังเข้าใจคลาดเคลื่อนอยู่ เช่นจะเอาความจุที่เป็นตัวเลขของแบตเตอรี่สมาร์ทโฟน มาลบกับความจุของแบตสำรองและนำตัวเลขที่ได้มาไปใช้ดูรอบการชาร์จ ซึ่งสิ่งนั้นเป็นความเข้าใจผิดๆ ครับ เนื่องจากแบตเตอรี่สำรองในทุกชนิดๆ จะมีค่า Loss (สูญเสียพลังงาน) อยู่ที่ประมาณ 20-30% ขึ้นอยู่กับการออกแบบแผงวงจรของผู้ผลิต ซึ่งจะเสียไประหว่างการแปลงพลังงาน ยกตัวอย่างเช่นเมื่อใช้แบตเตอรี่สำรองความจุ 4,000 mAh พลังงานที่จ่ายได้จริงจะอยู่ที่ 2,800 mAh นั่นเอง

แบตเตอรี่สำรองต้องดู Output ด้วย

รวมถึงในบางกรณีที่จะต้องดูค่า Output ของตัวแบตเตอรี่สำรองให้พอดีกับสมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ตที่เราใช้ด้วย ยกตัวอย่างเช่นสมาร์ทโฟนของเรารับ (Input) ได้ 5V 1A เจ้าแบตเตอรี่สำรองก็ควรจะต้องมี Output ที่ 5V 1A เช่นกัน แต่ถ้าเกิดเราใช้แบตเตอรี่สำรองที่มี Output 5V 2A แน่นอนว่าจะชาร์จแบตเตอรี่ของสมาร์ทโฟนได้เร็วกว่า แต่ก็อาจจะส่งผลเสียให้ตัวแบตเตอรี่ของสมาร์ทโฟนของเราร้อนขึ้น และเสื่อมได้รวดเร็วขึ้น(เนื่องจากความร้อนนั่นเอง) ดังนั้นในการเลือกซื้อแบตเตอรี่สำรองก็ควรดูที่ Output ให้ตรงกับสมาร์ทโฟน หรืออุปกรณ์ของเราด้วยเช่นกัน

แนะนำแบตเตอรี่สำรอง 5 รุ่นน่าใช้

ซึ่งทาง NBS จะขออนุญาติแนะนำแบตเตอรี่สำรองที่ทางเราคิดว่ามีคุณภาพดี และเชื่อถือให้กับผู้ใช้งานประกอบการพิจารณา 5 รุ่นดังนี้
1.สำหรับผู้ใช้แท็บเล็ตหน้าจอ 10-7 นิ้ว หรือผู้ใช้สมาร์ทโฟนที่มีขนาดจอมากกว่า 5 นิ้วขึ้นไป
แน่ นอนสำหรับผู้ใช้งานจำพวกนี้ต้องการแบตเตอรี่สำรองที่มีความจุสูง เพื่อที่สามารถนำมาใช้ยามฉุกเฉินเวลาแบตเตอรี่ใกล้หมดได้ ซึ่งอุปกรณ์ที่มีหน้าจอมากกว่า 5 นิ้วขึ้นไปนั้นส่วนใหญ่ก็มีระดับแบตเตอรี่อยู่ที่ 3,000 mAh ซึ่ง NBS ก็จะขอแนะนำ
  • Sony CP-F10L 10,000 mAh ที่เป็นแบตเตอรี่สำรองความจุสูง และมีคุณภาพมากตัวหนึ่ง สนนราคาราว 2,990 บาท
  • Probox Power Bank 10,400 mAh เป็นแบตเตอรี่สำรองความจุสูงเช่นกัน และมีคุณภาพดี ด้วยใส้ในแบตเตอรี่จาก Sanyo สนนราคาราว 2,490 บาท
  • Yoobao YB6014 10,400mAh สำหรับคนงบน้อยแต่ต้องการแบตเตอรี่สำรองที่พอจะเชื่อถือได้ สนนราคาที่ 800-900 บาท
2.สำหรับผู้ใช้สมาร์ทโฟนขนาด 4 – 5 นิ้ว
ผุ้ใช้สมาร์ท โฟนหน้าจอ 5 นิ้วลงไปนั้น โดยส่วนใหญ่สมาร์ทโฟนจำพวกนี้จะมีแบตเตอรี่ภายในอยู่ที่ระดับ 1,300 – 2,500 mAh ซึ่งแบตเตอรี่สำรองในระดับความจุแบต 5000 mAh ขี้นไปก็เพียงพอต่อการใช้งานโดยจะสามารถชาร์จได้ราว 1 – 2 รอบ ซึ่งจะขอแนะ
  • Panasonic QE-QL201 5,400 mAh ที่เป็นแบตเตอรี่สำรองรุ่นยอดนิยม มีเสถียรภาพ และความไว้วางใจอยู่ในระดับสูงความจุสูง สนนราคา 1,750 บาท
  • Yoobao YB6012 5200 mAh อีกหนึ่งตัวเลือกสำหรับคนงบน้อยที่ต้องการความจุของแบตเตอรี่สำรองพอประมาณ โดยเจ้านี่ สนนราคาอยู่ที่ 590 บาท
 ****************************
 ที่มา: notebookspec.com

วันอาทิตย์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2557

10 เรื่องน่าสนใจเกี่ยวกับเทคโนโลยีที่อยู่ใกล้ตัวคุณ

             ในปัจจุบันเทคโนโลยีเป็นสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวมากกว่าที่เราคิด อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อันทันสมัยก็เริ่มกลายเป็นของใช้จำเป็นสำหรับชีวิต ประจำวันเข้าไปทุกที ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์มือถือ นาฬิกา หูฟัง หรือแม้กระทั่งกล้องถ่ายรูป เชื่อว่าอุปกรณ์แทบทุกชิ้นที่ยกตัวอย่างมา ทุกคนที่กำลังอ่านอยู่น่าจะมีใช้งานกัน "อย่างน้อย" คนละหนึ่งชิ้นอย่างแน่นอน ดังนั้น วันนี้เราจะมาสำรวจเทคโนโลยีใกล้ตัวของเราไปพร้อม ๆ กัน เพราะอุปกรณ์ใกล้ตัวเรานี่แหละ สามารถทำอะไรได้มากกว่าที่เราคิด
1. Smartphone อวัยวะลำดับที่ 33 ของทุกคน
           คนแทบทุกเพศทุกวัย ทุกสาขาอาชีพน่าจะต้องมีโทรศัพท์มือถือเป็นของใช้ประจำกายกันแทบทุกคน แต่รู้หรือเปล่าว่าสมาร์ทโฟนในยุคนี้ทำอะไรได้มากกว่าที่เราคิด ปัจจุบันเราสามารถพูดคุยกับมือถือของเรา สั่งงานด้วยเสียงได้โดยที่ไม่ต้องกดปุ่ม สมาร์ทโฟนใหม่ ๆ แทบทุกรุ่นมี GPS ติดตั้งในตัว เราสามารถใช้เป็นเครื่องมือนำทางได้ ล่าสุดมีการประยุกต์ใช้สมาร์ทโฟนให้กลายเป็นเครื่องมือนำทางของคนตาบอด โดยใช้ความสามารถของการสั่งงานด้วยเสียงและการระบุตำแหน่งด้วยระบบ GPS ไม่แน่ว่าในอนาคตอันใกล้ เมื่อเราอยากจะตัดสินใจอะไร เราอาจจะต้องหันมาพูดคุยปรึกษากับอวัยวะลำดับที่ 33 นี้ก็เป็นได้นะ

2. Bluetooth Headset เทคโนโลยีที่ซ่อนอยู่ข้างใบหู
           รู้หรือเปล่าว่าหูฟังชิ้นเล็ก ๆ นี้มีเทคโนโลยีมากมายที่ได้ถูกบรรจุเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีในการตัดเสียงรบกวนรอบข้างที่จะช่วยให้การสนทนาของเรา เป็นไปอย่างราบรื่น ซึ่งมีเทคโนโลยีหลายรูปแบบที่ถูกออกแบบมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ เช่น การใช้ไมค์รับเสียงแบบพิเศษที่สามารถตรวจสอบคลื่นรบกวน เสียงลม เสียงรอบข้างที่ไม่ใช่เสียงพูดได้ หรือการใช้เซ็นเซอร์ในการตรวจจับการขยับของกล้ามเนื้อเพื่อใช้เป็นข้อมูล ประกอบการตัดสินใจในการตัดเสียงรบกวน นอกจากนี้หูฟังบลูทูธอย่าง Jawbone ยังสามารถลงแอพพลิเคชั่นเพื่อเพิ่มความสามารถ เพิ่มฟังก์ชั่นการทำงานได้อีกด้วย

3. Headphone นวัตกรรมเพื่อความบันเทิง
           รู้หรือเปล่าว่าเสียงคุณภาพดีที่ได้จากหูฟังแต่ละประเภทมีเทคโนโลยีระดับสูง ซ่อนอยู่มากมาย การออกแบบหูฟังตัวใหญ่ ๆ กับการออกแบบหูฟังแบบ In-Ear ก็จะใช้เทคโนโลยีที่แตกต่างกัน พื้นฐานของการออกแบบหูฟัง ก็คือการพยายามย่อขนาดส่วนประกอบต่าง ๆ ของลำโพงมาบรรจุไว้ในหูฟัง โดยรักษาระดับคุณภาพของเสียงไว้ให้ได้มากที่สุด ฉะนั้นหูฟังจึงมีหลายระดับราคา ในหูฟังราคาระดับหมื่นบาทนั้นภายในจะประกอบด้วยวงจรตัวขับที่ออกแบบอย่าง พิถีพิถัน เพื่อให้ได้เสียงร้องที่ชัดเจน เสียงเบสที่หนักแน่น ลองฟังเพลงเดิมด้วยหูฟังดี ๆ สักตัวดูสิ แล้วจะรู้ว่าความแตกต่างของคุณภาพเสียงเป็นอย่างไร

4. Watch เมื่อนาฬิกาเป็นมากกว่าเครื่องบอกเวลา
           ถามว่านาฬิกาเรือนนี้ "ทำอะไรได้บ้าง?" คงจะได้คำตอบมากมายเพราะนาฬิกาในยุคที่เทคโนโลยีก้าวกระโดดแบบนี้ เพราะมักมีฟังก์ชั่นการทำงานที่นอกเหนือจากความสามารถพื้นฐานอย่างใช้จับ เวลา หรือใช้บอกเวลาทั่วโลก นาฬิกาบางรุ่นสามารถเดินได้เองโดยไม่ต้องใช้ถ่านและยังคงความเที่ยงตรงไว้ ได้สมบูรณ์ 100% ซึ่งยากที่นาฬิกาแบบออโตเมติกรุ่นก่อน ๆ จะทำได้ หรือนาฬิกาที่ใช้เป็นโทรศัพท์ นาฬิกาที่ออกแบบมาเพื่อนักดำน้ำ นักปีนเขา หรือกิจกรรมเฉพาะด้าน ลองมองดูนาฬิกาที่เราสวมอยู่สิครับว่าทำอะไรได้บ้าง? มองดูแล้วอยากจะเปลี่ยนนาฬิกากันบ้างหรือยัง?

5. Tablet เมื่อความบันเทิงพกติดตัวไปได้ทุกที่
           ตั้งแต่แอปเปิลเปิดตัว iPad เราก็ได้เห็นพฤติกรรมและรูปแบบการใช้ชีวิตของคนในยุคดิจิตอลเปลี่ยนไปพอ สมควร และในตอนนี้ก็มีแท็บเล็ตออกมามากมายหลายรุ่นให้เลือกใช้งาน แต่จะมีสักกี่คนที่สามารถใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ? รู้หรือไม่ว่าเราสามารถเข้าไปศึกษาหรือเข้าเรียนคอร์สต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัยชั้นนำในต่างประเทศแบบออนไลน์ได้ เราสามารถแก้ไขไฟล์เอกสารงานต่าง ๆ ได้ด้วยชุดแอพพลิเคชั่นออฟฟิศที่มีประสิทธิภาพโดยไม่ต้องพึ่งพาคอมพิวเตอร์ อีกต่อไป และถ้าเราเป็นผู้ที่ชื่นชอบความบันเทิงรูปแบบใหม่ ๆ เดี๋ยวนี้มีเกมบนแท็บเล็ตที่เราสามารถเล่นกับเพื่อน ๆ ที่ออนไลน์อยู่อีกฝั่งนึงของโลกได้แบบเรียลไทม์เลยทีเดียว

6. E-Reader เพื่อนคู่ใจหนอนหนังสือ
           หลายคนอาจจะไม่คุ้นเคยกับอุปกรณ์ E-Reader อย่าง Amazon Kindle หรือ Nook อุปกรณ์อ่านหนังสืออิเล็กทรอนิกส์คู่ใจหนอนหนังสือยุคไอที แต่ไม่ช้าก็เร็วเจ้า E-Reader จะเข้ามาแทนที่หนังสือเกือบ 100% อย่างแน่นอน รู้หรือเปล่าว่าเจ้าอุปกรณ์ชิ้นนี้ช่วยให้เราสามารถขนหนังสือเป็นพัน ๆ เล่มติดตัวไปได้โดยมีน้ำหนักไม่ถึงหนึ่งกิโลกรัม เทคโนโลยีที่ใช้ในการแสดงผลก็ให้รู้สึกในการอ่านที่ใกล้เคียงกับกระดาษอ่าน สบายตา และยังมีฟังก์ชั่นดี ๆ อย่างระบบ Note และ Bookmark ที่เราสามารถซิงค์ข้อมูลการอ่านของเราได้กับอุปกรณ์หลายตัว ทำให้สามารถอ่านหนังสือเล่มโปรดได้ทุกที่ทุกเวลาเลยล่ะ

7. Laptop เมื่อต้องพกคอมพิวเตอร์ติดตัวไปทุกที่
           ไม่ว่าเราจะทำงานในสาขาอาชีพอะไร เครื่องคอมพิวเตอร์ก็ดูจะเป็นสิ่งจำเป็นในการทำงานไปแล้ว และนับตั้งแต่วันที่แล็ปท็อปเครื่องแรกถือกำเนิดขึ้น ทำให้เราหอบหิ้วเครื่องคอมพิวเตอร์ไปได้ทุกที่ จนถึงวันนี้ก็มี Ultrabook ที่เป็นแล็ปท็อปดีไซน์บางเฉียบ มีน้ำหนักเบา พกพาสบายไม่เป็นภาระ แต่ยังคงไว้ซึ่งประสิทธิภาพระดับเดียวกับเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องใหญ่ ๆ หรือแล็ปท็อปเครื่องหนัก ๆ ที่น่าสนใจคือแล็ปท็อปรุ่นใหม่เดี๋ยวนี้มีระบบรักษาความปลอดภัยทั้งแบบสแกน นิ้วมือและแบบจดจำใบหน้า มีหน้าจอการแสดงผลที่ละเอียดและแสดงผลได้สวยงามไม่แพ้จอรุ่นใหญ่ ๆ ในอนาคตอันใกล้เราคงจะได้เห็นการรวมกันระหว่างแท็บเล็ตและแล็ปท็อปก็เป็นได้

8. Compact Camera กล้องขนาดเล็กคุณภาพเกินตัว
           กล้องคอมแพคถือเป็นกล้องที่ขายดีที่สุด เพราะมีขนาดเล็ก พกพาสะดวก ราคาไม่แพง เมื่อก่อนการใช้งานกล้องคอมแพคก็เพียงเพื่อเก็บภาพประทับใจโดยไม่ได้คาดหวัง กับคุณภาพของภาพสักเท่าไร แต่รู้หรือเปล่าว่าในปัจจุบันเทคโนโลยีที่อยู่ในกล้องตัวเล็ก ๆ นี้ก้าวหน้าไปมาก กล้องคอมแพคสามารถโฟกัสใบหน้าคนได้อัตโนมัติ สามารถจดจำใบหน้าของคนที่เรารู้จัก และยังสามารถบันทึกพิกัดของสถานที่ที่เราเก็บภาพได้ด้วยระบบ GPS แถมยังสามารถส่งข้อมูลผ่าน WiFi เพื่อโอนหรือแชร์ภาพถ่ายได้ทันที และนวัตกรรมใหม่ที่เรียกว่า Mirrorless ซึ่งเป็นกล้องตัวเล็กที่สามารถเปลี่ยนเลนส์ได้ ก็ช่วยให้เราได้ภาพในระดับมืออาชีพเลยทีเดียว

9. GPS เพื่อนคู่ใจในการเดินทาง
           ไลฟ์สไตล์ของคนที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวชอบการเดินทาง อุปกรณ์นำทางอย่าง GPS Navigator ก็คงจะเป็นอุปกรณ์คู่ใจที่ช่วยให้การเดินทางมีสีสันมากยิ่งขึ้น บางคนอาจจะใช้เพียงฟังก์ชั่นพื้นฐานเท่านั้น แต่รู้หรือเปล่าว่าอุปกรณ์ GPS ในสมัยนี้มีราคาที่ถูกลงมาก แถมมีฟังก์ชั่นการใช้งานที่เพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นจุด POI ที่ครอบคลุมมากขึ้น ระบบการจับสัญญาณดาวเทียมเพื่อคำนวณพิกัดที่ดียิ่งขึ้น ลูกเล่นในการบอกเส้นทาง เช่น การแสดงภาพทางร่วมทางแยกต่าง ๆ เป็นรูปภาพพร้อมแสดงช่องจราจรให้เสร็จสรรพ ป้องกันการเข้าเลนผิดช่องในเมืองใหญ่ ๆ ที่ถนนพันกันเป็นเส้นก๋วยเตี๋ยวได้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีลูกเล่นของการพูดบอกเส้นทางเป็นภาษาต่าง ๆ ทั้งไทยและเทศ ไทยเหนือ ไทยอีสาน เสียงผู้ชาย เสียงผู้หญิง และลูกเล่นอีกมากมายที่จะช่วยให้การเดินทางเป็นเรื่องน่าสนุกมากยิ่งขึ้น

10. Handheld Game Console พกความสนุกไปทุกที่
           ในยุคดิจิตอลที่เกมและความบันเทิงเป็นของคู่กัน เครื่องเกมแบบพกพา จึงเป็นสิ่งที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย เครื่องเล่นเกมแบบพกพาอย่าง Nintendo DS, 3DS และ Sony PSP, Vita เป็นเครื่องเล่นเกมแบบพกพาที่อัดแน่นทั้งความบันเทิงและเทคโนโลยี แต่รู้หรือเปล่าว่าเครื่องเล่นเกมเครื่องเล็ก ๆ เหล่านี้ สามารถเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตเพื่อเล่น เกมออนไลน์ได้ และถึงจะมีหน้าจอเล็ก ๆ แบบนี้แต่ก็สามารถใช้ดูหนังฟังเพลงด้วยการแสดงผลภาพและเสียงที่ทำได้อย่างดี เยี่ยม นอกจากนี้ การเล่นเกมยังเพิ่มอรรถรสด้วยระบบสั่นสะเทือนในตัว สามารถเล่นเกมที่แสดงผลในแบบ 3 มิติได้ ทั้งยังมีเทคโนโลยีล่าสุดอย่าง AR (Augmented Reality) ที่พลิกโฉมรูปแบบในการเล่นเกมแบบพกพาไปอย่างสิ้นเชิง
*******************************
ที่มา : http://prthai.com

ข้อเท็จจริงที่น่าทึ่ง 10 ประการ ของไมโครซอฟท์

1. ครั้งแรกของ “Microsoft”
ชื่อ “Microsoft” นั้นถูกใช้เป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน ปี 1975 ในจดหมายที่ Bill Gates ส่งถึง Paul Allen ซึ่งเป็นผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท โดยครั้งแรกนั้นจะเขียนเป็น “Micro-Soft” และอีกหนึ่งปีคือวันที่ 26 พฤศจิกายน ปี 1976 เครื่องหมายการค้านี้ก็ถูกใช้เป็นชื่อบริษัทนับตั้งแ ต่นั้นมา

2. เขตปลอด iPod และ Google
ได้ชื่อว่าเป็นซีอีโอของไมโครซอฟท์ Steve Balmer จึงได้ปลูกฝังลูกๆ ของเขาให้ใช้แต่ผลิตภัณฑ์ของไมโครซอฟท์ โดยตอนหนึ่งของบทสัมภาษณ์กับสถานี CNN เขากล่าวว่า “ลูกๆ ของผมก็เหมือนเด็กทั่วๆ ไป ที่อาจจะไม่ได้รับการดูแลอย่างดีที่สุดตลอดเวลา แต่สิ่งหนึ่งที่ผมทำสำเร็จก็คือการล้างสมองพวกเขาไม่ ให้ใช้ Google และ iPod”

3. เกมตัวเลข I
ปัจจุบันไมโครซอฟท์จ้างพนักงาน 95,828 คนทั่วโลก โดยพนักงานเหล่านั้นมีอายุเฉลี่ย 37 ปี ในจำนวนนี้เป็นผู้ชาย 74.7 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ไมโครซอฟท์ยังครอบครองอสังหาริมทรัพย์ (ทั่วโลก) ทั้งหมด 88 แห่ง คิดเป็นพื้นที่รวม 1,121,739.83 ตารางเมตร

4. เฉพาะ Mac เท่านั้น
โปรแกรม MS Office เวอร์ชันแรกเปิดตัวเมื่อปี 1989 โดยมีให้เลือกทั้งแบบที่เป็นฟลอบปี้ดิสก์และซีดีรอม และสามารถใช้กับระบบปฏิบัติการ “Mac OS” เพียงอย่างเดียวเท่านั้น ส่วนเวอร์ชันสำหรับวินโดว์สของ Word, Excel, PowerPoint นั้นตามออกมาในปี 1990 (Microsoft Office 3.0)

5. พิเศษเฉพาะวินโดว์ส
เสียงเริ่มต้นของวินโดว์ส 95 นั้นถูกเรียบเรียงขึ้นเป็นพิเศษโดยนักแต่งเพลง Brian Eno และถูกบันทึกด้วยเครื่อง Apple Macintosh ส่วนเสียงที่ใช้ในวิสต้านั้นถูกเรียบเรียงโดย Robert Fripp อดีตมือกีต้าร์แห่งวง King Crimson

6. เกมตัวเลข II

ในแต่ละวัน Microsoft Dining Service ซึ่งเป็นแผนกที่รับผิดชอบเรื่องการดูแลเรื่องอาหารกา รกินให้กับพนักงานในเรดมอนด์จะต้องเตรียมพิซซ่าไว้รอ งรับมากถึง 2,200 ชิ้น และในแต่ละปี พนักงานของไมโครซอฟท์จะบริโภคนม 4 ล้านกล่อง น้ำแร่ 7 ล้านขวด และชาผง 2 ล้านซอง

7. กว่า 12,000 วัน กับไมโครซอฟท์
Bill Gates ทำงานกับตั้งแต่วันที่ 4 เมษายน 1975 จนกระทั่งเกษียณตัวเองไปเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2008 ในบริษัทที่ตัวเองก่อตั้งขึ้น ซึ่งคิดเป็นจำนวนวันทั้งหมด 12,139 วัน (รวมวันหยุดพิเศษและวันหยุดประจำสัปดาห์)

8. ปู่ทวดของวินโดว์ส
ระบบปฏิบัติการตัวแรกของไมโครซอฟท์มีชื่อว่า “Xenix” โดยทายาทของ Unix ตัวนี้ถูกเปิดตัวสู่ตลาดครั้งแรกเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 1980 โดย Bill Gates ต้องการที่จะผลักดันให้มันเป็นมาตรฐานของระบบปฏิบัติ การสำหรับพีซี แต่ก็ไม่สำเร็จเพราะ Xenix จำเป็นต้องใช้ฮาร์ดดิสก์และหน่วยความจำในการทำงานถึง 256KB ซึ่งในขณะนั้นเครื่องพีซีจะมีหน่วยความจำสูงสุดแค่ 64KB ในขณะที่ฮาร์ดดิสก์ก็ยังมีราคาแพงมาก

9. ปุ่ม Save ที่ผิดพลาด
เคยสังเกตไหมว่ามีอะไรผิดปกติกับไอคอน “Save” ในโปรแกรม Office เวอร์ชันก่อนหน้า 2003 ทั้งหมด ... คำตอบคือ ช่องอ่านแผ่นบนแผ่นเหล็กที่เลื่อนไป-มาได้ถูกวางไว้สลับด้านกัน

10. 16 พันล้านชุดข้อมูลบน Excel

ตารางทำงานของ Excel 2007 รองรับข้อมูลได้ถึง 16,000 คอลัมน์ กับอีก 1 ล้านแถว หรือคิดเป็นจำนวนมากถึง 16,000,000,000 ชุดข้อมูลในหนึ่งตารางเลยทีเดียว

********************************
ที่มา : http://prthai.com

วันพฤหัสบดีที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2557

10 วิธีในการคลายความเครียด



     ความเครียด เป็นตัวการทำร้ายเราอันดับต้นๆ เพราะความเครียดนอกจากจะทำให้สุขภาพ ร่างกายแย่แล้ว ยังทำให้เกิดโรคร้ายอื่นๆตามมา เราจึงควรหาวิธีคลายเครียดเพื่อสุขภาพ ที่ดีของเรา

     10 วิธีในการคลายความเครียด


     1. ฟังเพลง หามุมสงบ
     นั่งปล่อยใจให้ล่องลอยอย่างเป็นธรรมชาติ แล้วฟังเพลง เบา ๆ โดยเฉพาะเพลงจำพวก Meditation ซึ่งเดี๋ยวนี้มีให้เลือกหลากหลายแบบตามความต้องการ ทั้งเสียงของดนตรี บรรเลงหรือเสียงธรรมชาติ จำพวกเสียงคลื่น..เสียงน้ำตก..เสียงนกร้อง รับรองว่าจะช่วยสร้างสมาธิให้กลับคื่นสู่สมองและจิตใจได้อย่างน่ามหัศจรรย์ ในช่วงระยะเวลาเพียงสั้นๆ เชียวล่ะ

     2. ฉายเดี่ยวดูภาพยนตร์
     ขอแนะนำให้ฉายเดี่ยวแล้วตีตั๋วดูหนังดีๆ สักรอบ เพราะการไปดูหนังเนี่ยเป็นวิธีที่เวิร์คที่สุดที่จะปลดปล่อยความรู้สึกให้ ล่องลอยอย่างเป็นอิสระไม่จมอยู่กับปัญหา แถมระบายความอัดอั้นตันใจได้อย่างเห็นผล แต่ต้องถามตัวเองก่อนนะว่ากำลังอยู่ในอารมณ์ไหน เช่น ถ้าอยากร้องไห้ก็ไปดูหนังรักเศร้าเคล้าน้ำตาแล้วก็ร้องไห้ออกมาซะให้พอ หรือถ้าเครียดจัดก็จงไปดูหนังตลกแล้วหัวเราะให้หลุดโลกไปเลย

     3. โทรหาเพื่อนรู้ใจ
     อย่าคิดว่าตัวเองจะแก้ปัญหาทุกปัญหาได้ดีไปซะหมด หัวใจสาวมั่นแม้จะแกร่งเพียงใดก็ยังต้องการที่พึ่งพิงเสมอ ยกหูโทรศัพท์หาเพื่อนรู้ใจสันคนแล้วระบายความรู้สึกให้เพื่อนได้รับรู้ เพราะการมีคนรับฟังและให้คำปรึกษา จะทำให้ชีวิตที่เอียงกะเท่เร่เริ่มเข้าที่เข้าทางมากขึ้น อย่างน้อยก็ยังรู้สึกว่า ไม่ได้แบกปัญหาอยู่คนเดียวในโลกไงล่ะ

     4. เขียนไดอารี่
     การเขียนไดอารี่เปรียบเสมือนการเปิดประตูอารมณ์ที่ปล่อยให้ความอัดอั้นตันใจต่างๆ ได้ไหลลงสู่หน้ากระดาษอย่างเป็นอิสระและเป็นส่วนตัวที่สุด เพราะการถ่ายเทความรู้สึกในใจออกมา จะทำให้จิตใจปรับสมดุลได้เร็วขื้น อีกทั้งระหว่างการเขียนไดอารี่นั้นยังถือเป็นการทบทวนความรู้สึกตัวเองที่ดี ที่สุดด้วย ส่วนข้อดีสุดเลิศอีกข้อก็คือ ไดอารี่เป็นเพื่อนสนิทที่ไว้ใจได้ที่สุด เพราะรับฟังเราเสมอและไม่เคยเอาความลับไปบอกต่อไงล่ะ

     5. พลังแห่งการสัมผัส
     ลองมองหาใครสักคนช่วยโอบกอดหรือสัมผัสเบา ๆ เวลารู้สึกเหนื่อยล้าดูสิ เพราะร่างกายคนเราเวลาถูกสัมผัสเนี่ย จะทำให้เกิดฮอร์โมนที่ชื่อ "อ๊อกซี่โทชิน" ซึ่งมีผลในการลดระดับความเหนื่อยและความเครียด ช่วยให้ร่างกายที่กำลังอ่อนล้ารู้สึกผ่อนคลายได้อย่างไม่น่าเชื่อ

     6. สร้างอารมณ์ขัน
     พยายามมองหาเพื่อนที่มีอารมณ์ขันช่วยกระตุ้นจิตใจที่แสนห่อเหี่ยวให้หัวเราะได้อีกครั้ง เพราะคนที่หัวเราะง่ายจะมีสุขภาพ จิตที่ดี เนื่องจากการหัวเราะจะช่วยลดความดันโลหิตและระดับฮอร์โมนคอร์ติซอลลง (ฮอร์โมนคอร์ติซอล = ฮอร์โมนแสดงความเหนื่อยล้าในกระแสเลือด) แถมยังช่วยเสริมสร้างระดับของ "อิมโมโนโกลบูลินเอ" ซึ่งเป็นสารแอนตี้บอดี้ที่สร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายอีกด้วยนะ เพราะฉะนั้นหัวเราะเข้าไว้ แล้วจะดีเอง

     7. สูดกลิ่นหอม
     รู้หรือเปล่าว่า...กลิ่นหอมของดอกไม้นานาพันธุ์มีผลในการช่วยปลุกประสาทสัมผัสให้สดชื่นตื่นตัว แถมยังกระตุ้นพลังงานในจิตใจได้เป็นอย่างดี เวลาเครียด ๆ ก็ลองสูดกลิ่นหอมของดอกไม้สิ อย่างกลิ่นกุหลาบ มะลิ ลาเวนเดอร์ หรือจะหยดน้ำมันหอมระเหยในน้ำอุ่นกำลังดี แล้วนอนแช่ตัวให้เพลินสักครึ่งชั่วโมงก็ได้ กลิ่นหอมจะช่วยให้รู้สึกดีขึ้นได้อย่างบอกไม่ถูกเชียวล่ะ

     8. ไปตากอากาศ
     หาเวลาหลบไปสูดอากาศบริสุทธิ์กับชีวิตท่ามกลางธรรมชาติสักพัก สิ หายใจเข้าลึก ๆ ช้า ๆ ปล่อยสมองให้ว่างที่สุด แล้วก็นอนให้มากที่สุดเท่าที่อยากจะนอน เพราะบางทีความรู้สึกเหนื่อยล้าและหดหู่แบบไม่ทราบสาเหตุเนี่ยมันมาจาก ชีวิตที่ยุ่งเหยิงจนเกินไป เพราะฉะนั้นหลบไปนอนตากน้ำค้างดูดาวเสียบ้าง หัวใจจะได้ชาร์จพลังได้ดีขึ้น

     9. หาสัตว์เลี้ยงเป็นเพื่อน
     ลองหาสัตว์เลี้ยงสักตัวมาเป็นเพื่อนเล่นก็ไม่ เลวนะ เพราะการให้เวลากับสัตว์เลี้ยงตัวโปรด คุยเล่น หยอกล้อกับมันเสียบ้าง จะช่วยให้จิตใจอันแสนจะฟุ้งซ่าน สงบลงได้ แถมรู้จักการให้และมองโลกในแง่ดีมากขึ้นอีกต่างหาก ที่สำคัญยังช่วยลดความดันโลหิตได้อีกด้วยนะ

     10. จินตนาการแสนสุข
     อีกทางเลือกสำหรับการบรรเทาความหดหู่ในส่วนลึก เป็นการดึงตัวเองออกจากโลกปัจจุบัน ทำได้โดยหลับตาแล้วหายใจลึก ๆ จากนั้นก็สร้างจินตนาการถึงความฝันที่วาดหวังเอาไว้ หรือแม้แต่ความหลังอันแสนสุขที่เคยมีการดึงความสุขจากจินตนาการมาใช้จะ ทำ ให้เกิดพลังสร้างสรรค์ในหัวใจ และยังช่วยสลายความเครียดข้างในได้เป็นอย่างดี ทำแบบนี้เงียบๆ สัก 5 นาที รับรองรู้สึกดีแบบทันตาเห็น

*******************************************
ที่มา http://women.thaiza.com/
 

นมเพิ่มพลังสมอง

นมเพิ่มพลังสมอง

            เป็นที่ทราบดีกันอยู่แล้วว่า "สด" อุดมไปด้วยแร่ธาตุและสารอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง มีวิตามินที่จำเป็นต่อร่างกาย ซึ่งข้อมูลจากบริษัท ฟรีสแลนด์คัมพิน่า (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุว่า นม 1 แก้ว มีประโยชน์มาก เพราะช่วยให้ร่างกายเจริญเติบโต เพิ่มความแข็งแรงให้กับกระดูกและฟัน ช่วยเพิ่มพลังให้สมองสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของระบบประสาทและความจำได้ดี
            ข้อมูลนี้สอดคล้องกับที่นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแห่งเมน (University of Maine) ร่วมกับนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแห่งเซาท์ออสเตรเลีย (University of South Australia) ศึกษาวิจัยโดยทดลองกับกลุ่มตัวอย่างชายหญิงอายุ 23-98 ปี 972 คน เริ่มจากสำรวจประวัติภูมิหลัง และพฤติกรรมการบริโภคนมและผลิตภัณฑ์จากนมของกลุ่มตัวอย่าง ตลอดจนการดื่มชา กาแฟ การควบคุมอาหาร และพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน จากนั้นให้กลุ่มตัวอย่างทดสอบสติปัญญา (Brain Test) 8 ชุด ทั้งสมาธิ การสังเกต การแยกแยะ ความจำ และการเรียนรู้
             ผลวิจัยพบว่ากลุ่มตัวอย่างที่ดื่มนมอย่างน้อยวันละ 1 แก้ว จะทดสอบได้ผลคะแนนดีกว่ากลุ่มตัวอย่างที่ดื่มนมน้อย หรือไม่ดื่มนมเลยในทุกช่วงอายุ และในบางการทดสอบ กลุ่มตัวอย่างที่บริโภคนมและผลิตภัณฑ์จากนมน้อยจะมีโอกาสไม่ผ่านการทดสอบสติปัญญาประมาณ 5 เท่าของกลุ่มตัวอย่างที่บริโภคนมเป็นประจำ นั่นเพราะในนมมีสารอาหารสำคัญ เช่น แมกนีเซียม สามารถลดอาการเสื่อมของความทรงจำ นอกจากนี้ในนมยังมีทั้งวิตามินบี 1 และ วิตามินบี 12 ที่ช่วยให้ร่างกายได้พลังงานจากคาร์โบไฮเดรต มีส่วนช่วยในการทำงานของระบบประสาท สมอง และกล้ามเนื้อ ดังนั้น นมจึงมีประโยชน์ไม่ใช่เฉพาะเสริมความแข็งแรงของหัวใจ กระดูกและฟัน ลดความดันโลหิต ลดความเสี่ยงเบาหวาน อย่างที่เคยเข้าใจกันมาก่อนหน้านี้

********************************
ที่มา http://men.sanook.com/806/

10 อาหารเช้าที่ให้พลังงาน

10 อาหารเช้าที่ให้พลังงาน
              อาหารเช้าถือเป็นหนึ่งมื้อสำคัญ ที่ต้องรับประทาน เพื่อที่จะได้พลังงาน ไว้เผาพลาญในการใช้ชีวิต วันนี้วอยซ์ ทีวี มี 10 อาหารเช้าที่ให้พลังงานมานำเสนอ
1.ไข่ 
เพราะไข่ให้พลังงานสูง และมีแคลอรี่ รวมทั้งมีสารอาหารที่สำคัญมากกว่า 13 ชนิด รวมไปถึงวิตามินและสังกะสี และช่วยระบบคุ้มกัน และการเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อ
2.ข้าวโอ๊ตบด
ข้าวโอ๊ตถือว่ามีวิตามินและแร่ธาตุ รวมทั้งเส้นใยโปรตีน และให้พลังงานอย่างสูง และยังช่วยในเรื่องความจำ
3.เนยถั่ว
เนยถั่วทำจากถั่วเช่นอัลมอนด์เม็ดมะม่วงหิมพานต์และถั่วลิสงถือว่าเต็มไปด้วยวิตามินอีโปรตีนแมกนีเซียมแคลเซียมและโพแทสเซียม หากใครที่กังวลในเรื่องไขมัน เนยถั่วนั้นช่วยคุณได้ นอกจากนั้นในเนยถั่วยังมีไขมันดีอีกด้วย
4. ขนมปังโฮลเกรน
เป็นธัญพืชที่ช่วยสร้างความมั่นคงระดับน้ำตาลในเลือดและเติมเต็มคุณไปจนถึงอาหารมื้อต่อไป
5.ผักใบเขียว
ผักโขม,ผักคะน้า หรือผักใบเขียวชนิดอื่นๆ ทั้งหมดนี้ถือว่ามีเส้นใยอาหาร เกลือแร่,สารต้านอนุมูลอิสระ ไปจนกระทั่งถึงวิตามิน
6.ผลไม้
โดยทั่วไปแล้วผลไม้นั้นเต็มไปด้วยใยอาหาร (ลูกแพร์, แอปเปิ้ล, เบอร์รี่, และ กีวี), ขณะที่พวกที่มีวิตามิน ซีก็คือ (มะละกอ, ส้ม),ส่วนผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระต้านโรค (สตรอเบอร์รี่, บลูเบอร์รี่ และ blackberries) ทางด้าน กล้วย ก็มี เซลล์และโปแตสเซียมที่สร้างกล้ามเนื้อ
7.เมล็ดถั่ว
ถั่วและเมล็ดเมล็ดฟักทอง นั้นมีส่วนโปรตีนวิตามินอีและกรดไขมันไม่อิ่มตัวที่ทำหัวใจแข็งแรง รวมถึงไขมันโอเมก้า 3
8.โยเกิร์ต
ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยได้เห็นการโยเกิร์ตปรุงอาหาร แต่โยเกิร์ตนี่แหละเป็นแหล่งที่ดีของแคลเซียมและโปรตีน
9.เนื้อสัตว์บางๆ
ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ให้พลังงานในยามเช้า นอกเหนือจากไข่
10.ชีส มอซซาเรลล่า
เป็นเนยแข็งที่ไขมันต่ำแถมยังให้โปรตีนและแคลเซียมสูง

***********************
ที่มา http://men.sanook.com/776/